สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยมีประมาณ 280 ชนิด แต่ส่วนใหญ่การสุ่มตรวจที่ผ่านมาของหน่วยงานราชการตรวจได้เพียง 10% ของจำนวนสารที่มีการใช้ในประเทศเท่านั้นส่วนห้องปฏิบัติการที่ไทยแพลนใช้ตรวจสอบสารได้มากกว่า 400 ชนิด แต่ครอบคลุมชนิดสารที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 45%...เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่หน่วยงานราชการแถลงต่อประชาชนเรื่อง “ความปลอดภัย” ของผักและผลไม้จึงเต็มไปด้วยมายาคติหลายชั้น...เราจะเอาพวกมัน (สารพิษ) อีกหรือ?“หมอดื้อ” หรือ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บอกอีกว่า ที่ผ่านๆมาการอ้างว่าแม้ “ตกค้างเกินมาตรฐาน” แต่เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้วพบว่า “ปลอดภัย” เป็นสิ่งที่รับไม่ได้เมื่อใดก็ตามที่มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน ผักผลไม้และอาหารนั้น ก็เป็นอาหารพิษ...ต้องเรียกร้องให้หน่วยงานราชการแถลงข้อมูลทั้งหมด “การแถลงร่วมอำมหิต อัปยศของกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงสาธารณสุขเมื่อครั้งที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขถูกลากเข้าไปอยู่ในเกมของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อโน้มน้าวให้เห็นว่าผักและผลไม้ไม่มีการตกค้างมากและปลอดภัย...นี่คือเหตุผลที่ มกอช.ต้องการดึงเรื่องการคุมอาหารปลอดภัย...จาก อย. ไปอยู่ในมือกระทรวงเกษตรฯ”พุ่งเป้าไปที่ “การล้างผัก” ที่บอกกันก็ไม่ได้ใช้ความรู้ ดังที่เราทราบว่า “สารพิษ” ที่ตกค้างส่วนใหญ่เป็นสารดูดซึมและอีกอย่างคือวิธีการล้างผักแต่ละวิธีล้างออกได้ไม่เท่ากันย้อนรอยภาษายุคพ่อขุน...“มึงอยากใช้สารพิษที่มีในพืชผักผลไม้ อาหาร มึงก็เอาไปกินเองแล้วกัน ผู้กูคนไทยก่อนซื้อ...ก่อนกิน ต้องสอบถาม ถ้าบอกว่าไม่มี...แต่รู้ตอนหลังว่ามีต้องป่าวประกาศ และผู้กูไม่ซื้อของมึงต่อไป...บริษัทธุรกิจชาญฉลาดแต่โคตรอำมหิตฆ่าผู้กูและลูกหลาน เด็กเกิดมาสมองอ่อน...รู้ว่ามันคือใคร มีผลิตภัณฑ์อะไร ร้านอะไร อย่าไปเดินเฉียด จังไรจะติดมา ต้องกำจัดสารพิษ และตัวจังไรให้หมดไป หน่วยราชการถ้าไม่ถูกแม่งซื้อไป ต้องตรวจสอบประเมินเป็นระยะในตลาดร้านค้าทั่วไป และอย่าสะเหล่อประกาศว่ามีสารพิษติดมาในพืชผักผลไม้ แต่ไม่อันตราย... โง่จริงหรือแกล้งโง่วะ รัฐบาลรวยแล้วนี่ เอาสารพิษไปกินกันเองเยอะๆนะ เบื่อเห็นหน้าแล้ว #กำจัดคนเลวให้สิ้นซาก”ประเด็นต่อมา “มกอช.” เป็นใครมาจากไหน? หมอดื้อ บอกว่า มองดูแล้วน่าจะเป็นลูกไล่ CODEX...มาตรฐานองค์กรอาหารระหว่างประเทศ บทบาทสำคัญของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในงาน Codex...1.เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงาน Codex (Codex Contact Point)2.พิจารณาร่างมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ โดยประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อหาข้อสรุป เหตุผลในการโต้แย้ง หรือยอมรับมาตรฐานนั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ3.พิจารณา ผลักดัน และส่งเสริมให้การกำหนดมาตรฐานของ Codex สอดคล้องตามมาตรฐานของประเทศไทย4.กำหนดแผนงานที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับงานของ Codex และติดต่อประสาน รวมทั้งจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปร่วมประชุมในคณะกรรมาธิการ คณะกรรมการสาขาต่างๆ และคณะกรรมการประสานงานกลุ่มภูมิภาค5.พิจารณาดำเนินการ ติดต่อ ร่วมมือ และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆทั้งในและต่างประเทศในด้านมาตรฐานอาหาร6.พิจารณาเสนอการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจสาขาต่างๆ เพื่อพิจารณางานที่เกี่ยวข้องกับ Codex ศ.นพ.ธีระวัฒน์ มองว่า มาตรฐาน CODEX สร้างปัญหา เพราะเป็นมาตรฐานเพื่อการกดดันทางการค้า ไทยได้ลงนามสนธิสัญญาเรื่องนี้อย่างโง่เขลาแล้ว...มันกำลังส่งผลต่อระบบความมั่นคงทางอาหารของเราในที่สุดการร่วมประชุมพัฒนามาตรฐาน Organic Thailand ผู้แทนไทยเสนอให้ปรับมาตรฐานให้ง่ายขึ้นสอดคล้องกับแนวทางที่เราทำได้จริง...ทว่ากลับได้รับข้อมูลจาก มกอช. ว่า เราทำมาตรฐานของเราเองไม่ได้เพราะติดสนธิสัญญา CODEXCODEX ลอก IFOAM และยังตัดเรื่องความเป็นธรรม ความใส่ใจ และมีมุมมองเรื่องสุขภาพ และนิเวศอย่างตื้นเขิน...“CODEX” มาจาก กระแสการค้าเสรี ชัดเจนว่าเขาคิดเรื่องมาตรฐานคือกำแพงและการกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่“มาตรฐาน codex ไม่ได้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงดังที่เข้าใจครับ...กรณีสารเร่งเนื้อแดงที่ codex ยังกำหนดค่า mrl ก็เพราะอุตสาหกรรมหมูสหรัฐฯล็อบบี้ประเทศแอฟริกา ให้ลงมติหนุนสหรัฐฯ ในขณะที่ไทย เอเชียหลายประเทศและยุโรปแบน”กรณี...ยูเอสทีอาร์เรียกร้องให้ไทยยอมรับมาตรฐานองค์กรอาหารระหว่างประเทศ (โคเด็กซ์) ในเรื่องค่าสูงสุดที่อนุญาตให้มีได้ของสารแรคโตพามีนในเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ แต่ในไทยไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงเลยที่สำคัญ...โคเด็กซ์กำหนดปริมาณสารตกค้างในเนื้อหมู และส่วนอื่นๆของหมู ซึ่งไม่ได้กำหนดในเครื่องใน ขณะที่คนไทยกินเครื่องในทุกส่วน จึงยังไม่รู้ว่า หากคนไทยกินเนื้อหมูและเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างจะมีผลดี ผลเสียอย่างไร จึงต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงให้ชัดเจนก่อน” ข้อมูลนี้มีที่มาที่ไปจาก “FTA Watch” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ย้ำว่า อย่ามั่นใจในพืชผักผลไม้ที่มีการประกาศไปในวันที่ 27 กันยายนว่าปลอดภัยโดยบอกว่าสารเคมีพิษที่ติดอยู่อันตรายแต่ไม่อันตราย เพราะสามารถล้างออกได้ และส่งเสริมให้กินผักผลไม้เยอะๆ ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้นและ...การประกาศเช่นนี้ต้องเข้าใจว่าตราบใดที่ยังมีสารพิษติดค้าง ต้องไม่ลืมว่าการเกิดโรคเรื้อรังจะเกิดขึ้นจากการได้รับสารพิษเหล่านี้ แม้แต่เพียงวันละน้อย...แต่ถ้าเป็นเวลานานจะเกิดโรค ทั้งสมองทั้งในผู้ใหญ่และเด็กที่คลอดออกมาจากแม่ที่ได้รับสารพิษปะปนเหล่านี้และ...ยังมีความเสี่ยงสำหรับการเกิดเบาหวานมากขึ้น และ...การเกิดโรคไต“การที่สามารถชะล้างออกได้จะสามารถกระทำได้ในกรณีที่สารพิษเหล่านี้ติดอยู่ที่เปลือกหรือผิวแต่ไม่สามารถกำจัดออกได้เลยถ้าสารพิษเหล่านี้อยู่ในเนื้อแล้ว จากการดูดซึม...การประกาศเช่นนี้เป็นการผลักให้คนไทยกลับเป็นโรคมากขึ้นแทนที่จะหาวิธียับยั้งสารพิษ...” #กำจัดคนเลวให้สิ้นซากสังคมไทยโปรดติดตามอย่ากะพริบตาและจำไว้นะครับ ผู้นำรัฐบาล? ข้าราชการ? ทำกับคนไทย จะต้องรับโทษอย่างสาสม...ถือว่าทรยศต่อแผ่นดินที่อ้าง “ศาสตร์พระราชา” แล้วไม่ปฏิบัติตาม.