วิกฤติความรุนแรงในโรงพยาบาลเนื้อร้ายที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหาการทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล ที่ถูกทำร้ายตั้งแต่ระดับเล็กน้อย อย่างการใช้คำพูดที่รุนแรงทำร้ายจิตใจ ไปจนถึงการลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่ง หากเจาะลึกลงไปยิ่งน่าเศร้า เมื่อพบว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น อยู่ในพื้นที่ที่แม้แต่ในยามศึกสงครามยังยกให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ปลอดความรุนแรงการใช้ความรุนแรงในโรงพยาบาลหลายๆแห่งของประเทศไทย ที่มี “บุคลากรทางการแพทย์” ต้องตกเป็นเหยื่อ ถูกทำร้ายร่างกายขณะปฏิบัติหน้าที่ ช่วยผู้ป่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชร้ายนั้น เกิดขึ้นใน 2 รูปแบบ ประกอบด้วย1.คู่อริตามมาทำร้ายร่างกายกัน ที่โรงพยาบาลหลังจากเกิดปากเสียงหรือทะเลาะวิวาทกันแล้ว แต่มีฝ่ายได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษา คู่อริที่ไม่ยอมก็จะยกพวกมาทะเลาะต่อที่โรงพยาบาลจนบางครั้งบุคลากรทางการแพทย์ถูกลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บไปด้วยและ 2.เกิดจากญาติผู้ป่วยหรือตัวผู้ป่วยเองที่มีทั้งคนปกติและคนเมา ทำร้ายร่างกายบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นพยาบาลที่ถูกทำร้ายเพราะต้องเป็นด่านหน้าคอยดูแลผู้ป่วยหลากหลายสาเหตุที่นำมาซึ่งการใช้ความรุนแรงด้วยกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่เป็นต้นเหตุบ่อยครั้งมักเกิดจากความไม่พอใจ เมื่อต้องรอคิวเป็นเวลานาน ขณะที่ในความเป็นจริงการต้องรอคิวนาน เกิดจาก บุคลากรทางการแพทย์มีภาระงานล้นมือ ไม่สามารถให้บริการได้ในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้บางครั้งญาติผู้ป่วยไม่เข้าใจจนนำมาสู่การใช้ความรุนแรง โดยมีทั้ง “การทำร้ายด้วยวาจา ใช้คำพูดที่รุนแรง หยาบคาย ข่มขู่ การกักขัง ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายด้วยการ ลงไม้ลงมือ เตะ ต่อยถีบ เป็นต้น”ปัญหาการใช้ความรุนแรงที่ถูกตีแผ่ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อตามช่องทางต่างๆ ที่มีทั้ง “กลุ่มวัยรุ่นยกพวกบุกเข้าโรงพยาบาลไปรุมทำร้ายคู่กรณี แฟนหนุ่มบุกยิงเจ้าหน้าที่ดับคาโรงพยาบาล ผู้ป่วยเมาต่อยหน้าหมอ ถีบพยาบาล” เป็นอีกภาพสะท้อนให้เห็นถึงปมปัญหาความรุนแรงที่นับวันจะยิ่งทั้งทวีความรุนแรงและมีกรณีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอนหน่วยงานที่ดูแลบุคลากรทางการแพทย์อย่าง “แพทยสภา” เอง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจมีการหยิบยกมาถกกันบนเวที ในการประชุมวิชาการครบรอบ 50 ปี แพทยสภาเพื่อวางยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาดังกล่าว“ปัจจุบันพบความรุนแรงในโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ทั้งบริเวณห้องฉุกเฉิน ห้องตรวจโรค OPD ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบุคลากรทางการแพทย์มีภาระงานมากขึ้น จะเห็นได้จากในห้องฉุกเฉิน ที่ทุกวันนี้กลับไม่ได้รับแค่ผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น ต่างจากในต่างประเทศที่ห้องฉุกเฉินต้องเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆถึงจะเข้าได้ แต่ในประเทศไทยบางครั้งผู้ที่เข้าไปใช้ห้องฉุกเฉินไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งที่ผ่านมาแพทยสภาพยายามให้ความรู้กับบุคลากรทาง การแพทย์ ให้รู้จักการใช้คำพูดในการรับมือกับทั้งผู้ป่วยและญาติ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลที่คนไข้ควรจะรู้ มีการออกมาตรการดูแลผู้ป่วยทำให้ผู้ป่วยรู้ถึงสิทธิของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่สำคัญคืออยากให้ผู้ป่วยและญาติเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีปัญหา เช่น ในโซเชียล บางครั้งมีการส่งภาพทำให้เกิดความเข้าใจผิดสร้างความโกรธแค้นกัน เกิดความเข้าใจผิดจนกลายเป็นความแค้นสะสมมองบุคลากรทางการแพทย์ในแง่มุมที่ไม่ดี” ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา ขยายภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ผศ.นพ.เมธี ยังเล่าถึงมาตรการการดูแลเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในโรงพยาบาลว่า จริงๆ ไม่จำเป็นต้อง ทำอะไรเพิ่มมากนัก แต่ต้องมีการใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง ซึ่งมีทั้งกฎหมายแพ่งและอาญา แต่ที่ผ่านมาในประเทศไทยยังใช้ความประนีประนอมไม่ลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ใช้เพียงการขอโทษเรื่องทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี ซึ่งการกระทำอย่างนี้ทำให้ไม่เกิดความกลัวหรือความหลาบจำ ไม่เหมือนในต่างประเทศที่หลายประเทศมีการแยกกฎหมายออกมาเฉพาะ มีโทษแรงกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางร่างกายหรือคำพูด เช่น ในประเทศจีนออกกฎหมายเฉพาะมีโทษตามกฎหมายอาญาและห้ามยอมความ เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก นอกจากนี้บริเวณห้องฉุกเฉินก็ต้องมีการป้องกันด้วย โดยขณะนี้บางโรงพยาบาลของรัฐก็จะมีการทำระบบป้องกัน โดยต้องมีบัตรสแกนจึงจะสามารถผ่านเข้าไปได้ ซึ่งเรื่องนี้สิ่งที่สำคัญคือผู้บริหารต้องจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมาย เพราะผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านมารู้สึกว่าไม่ถูกต้อง และส่วนใหญ่กว่าจะมีการแก้ไขเรื่องอะไรก็มักต้องรอให้เกิดการสูญเสียก่อนแล้วถึงจะล้อมคอก ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้นทีมข่าวสาธารณสุข มองว่า การดูแลรักษาขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์ ทั้ง แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหากผู้ปฏิบัติงานมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ประชาชนก็จะได้รับการดูแลที่ดีตามไปด้วย แต่สิ่งที่เราขอฝากคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและจริงจังของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องปราบไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงในโรงพยาบาลขึ้นอีก และที่สำคัญที่สุดคือในส่วนของผู้ป่วยเอง ซึ่งเรียกร้องว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิในการได้รับบริการภายใต้มาตรฐานที่ดีอย่างเท่าเทียม ก็ต้องพึงเคารพสิทธิของบุคลากรทางการแพทย์ด้วย เพราะการใช้สิทธิที่ดีคือการไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นถึงเวลาหยุดวิกฤติความรุนแรงในโรงพยาบาล ก่อนต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มุ่งหวังช่วยเยียวยา หรือแม้กระทั่งยื้อชีวิตผู้ป่วย กลับต้องสังเวยชีวิตตัวเองกับอารมณ์ชั่ววูบของพวกที่ใช้กำลังมากกว่าสมองและสติ ปัญญาเสียที.ทีมข่าวสาธารณสุข