ผกก.1 ทางหลวง หอบกระเช้าผลไม้เยี่ยม “ฮาวา” ถึงโรงพยาบาลวิภาวดี เผยหลังคุย คนเจ็บสบายใจและเข้าใจมากขึ้น ขณะที่นักร้องสาวบอกสแกนสมองแล้วเป็นปกติ แต่สภาพจิตใจยังย่ำแย่ เพราะเป็นเรื่องที่อาจถึงขั้นเสียชีวิต ตั้งคำถามใครจะรับผิดชอบเรื่องค่าเสียหาย ค่ารักษาพยาบาล แถมบ่นถึง 2 ตำรวจชนวนเจ็บ ยังไม่เข้ามาเยี่ยมหรือขอโทษ ขณะที่รองโฆษก ตร.เผยเหตุที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ด่านลอย แต่เป็นเหตุจับกุมซึ่งหน้า ระบุบิ๊กแป๊ะสั่งปรับยุทธวิธีให้คำนึงถึงความปลอดภัยของตำรวจ และประชาชนที่ใช้ท้องถนนจากเหตุการณ์ที่ตำรวจทางหลวงปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดอุบัติเหตุ ตกเป็นที่กล่าวขวัญถึงความเหมาะสมหรือไม่ ในการตั้งด่านตรวจของตำรวจทางหลวง กรณี น.ส.อรวี ชูชื่น หรือ “ฮาวา” อายุ 27 ปี นักร้องอิสระ นั่งรถเก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นมิราจ สีดำ ทะเบียน กน 61 อุบลราชธานี ที่มีแฟนหนุ่มเป็นคนขับ ถูกรถบรรทุกน้ำมัน สีฟ้า ทะเบียนป้ายเหลือง 72-5397 สมุทรสาคร ที่เบรกไม่ทันชนท้ายรถเก๋งอย่างจังจนบาดเจ็บ เลือดอาบหน้า สาเหตุเพราะถูกตำรวจทางหลวง 2 นาย คือ ด.ต.ดนัย ซ่อนกลิ่น และ ด.ต. ประจักษ์ แป้นสุวรรณ์ โบกรถบรรทุกให้หยุด แต่แฟน น.ส.อรวี ตกใจคิดว่าถูกเรียก เลยเบรกกะทันหัน ทำให้รถบรรทุกน้ำมันที่วิ่งตามมาเบรกไม่ทันชนท้าย โดยน.ส.อรวีโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าเป็นด่านลอย ด้าน พ.ต.ท.ขุนเขา โพธิ์สุวรรณ สว.สทล.1 กก.1 บก.ทล. ผู้บังคับบัญชา 2 ตำรวจ ยืนยันไม่ได้ตั้งด่านลอย ทั้งคู่ออกตรวจป้องปรามรถบรรทุกวิ่งเลนขวา ตามที่ชาวบ้านร้องเรียน พร้อมการันตีลูกน้องทำงานดีไม่มีประวัติด่างพร้อย เหตุเกิดบนเส้นทางบางปะหัน-บางปะอิน บริเวณหลักกิโลเมตร 26+600 ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่วน น.ส.อรวียังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลวิภาวดี โดยอาการปลอดภัยแต่ยังตกใจกับเหตุที่เกิดขึ้นความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 30 ม.ค. ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คู- สิทธิผล ผกก.1 บก.ทล. พ.ต.ท.ขุนเขา โพธิ์สุวรรณ สว.สทล.1 กก.1 บก.ทล. ผู้บังคับบัญชาของตำรวจทางหลวงทั้ง 2 นาย นำกระเช้าผลไม้เข้าเยี่ยม น.ส.อรวี ชูชื่น ที่นอนรักษาตัวอยู่ห้องเลขที่ 4819 ชั้น 8 อาคาร 4 โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมพูดคุยถึงเหตุการณ์ และคดีความที่เกิดขึ้นใช้เวลาประมาณ 30 นาทีพ.ต.อ.สุขสวัสดิ์กล่าวว่า มาเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บด้วยความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง พร้อมสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความสบายใจ รวมทั้งปรึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะแบบนี้อีก นอกจากนี้ยังพูดคุยถึงค่าเสียหาย ประสานงาน อำนวยความสะดวกให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บและคู่กรณี ส่วนคดียังไม่เป็นที่สรุป ต้องไปคุยกับทางคู่กรณีว่ามีค่าเสียหายและค่าใช่จ่ายอย่างไร ส่วนประเด็นการปฏิบัติหน้าที่นั้น ขอไม่พูดถึง เพราะผู้บังคับบัญชาชี้แจงหมดแล้ว แต่จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามแผนของหน่วย ส่วน พ.ร.บ.จราจรทางบก มีกำหนดอยู่ ให้รถบรรทุกวิ่งช่องทางด้านซ้ายสุด ถ้าถนนจะเป็นคลื่นหรือทำให้ไม่สามารถสัญจรทางช่องซ้ายได้ จะวิ่งขวา ถือว่าไม่ผิดอะไร ต้องดูตามความเป็นจริงว่าถนนสามารถวิ่งได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับผู้บาดเจ็บ มีความสบายใจ เข้าใจมากขึ้น เพราะวันเกิดเหตุอาจจะสื่อสารไม่เข้าใจกัน ตอนนี้ต้องรอให้สอบปากคำทุกประเด็น ทั้งคันแรก คันที่สอง และคันที่สาม ให้ครบถ้วน ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ทำให้บั่นทอนเสียกำลังใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลที่พี่น้องประชาชนใช้รถใช้ถนน ตำรวจทางหลวงต้องอำนวยความสะดวกอยู่แล้ว ทั้งเหตุการณ์ปกติและไม่ปกติ แต่คงจะต้องปรับปรุงเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ให้เกิดเหตุลักษณะแบบนี้ขึ้นได้อีกด้าน น.ส.อรวีกล่าวว่า ขณะนี้หมอสแกนสมองแล้วพบว่าเป็นปกติ แต่ยังมีอาการเจ็บช้ำตามร่างกาย หายใจยังเจ็บซี่โครงอยู่บ้าง ส่วนเรื่องสภาพจิตใจ ตอนนี้ยังรู้สึกแย่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่อันตรายอาจถึงชีวิตได้ แล้วถ้าเสียชีวิตไปครอบครัวเราจะเป็นอย่างไร อีกทั้งเหตุที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นความผิดพลาดเกิดจากเราจะเข้าใจได้ เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยัน เป็นยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เป็นการตั้งด่านลอย น.ส.อรวีกล่าวว่า ตอนนี้ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นการตั้งด่านลอย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ต้องการคนรับผิดชอบเรื่องค่าเสียหาย ค่ารักษาพยาบาลมากกว่า ใครจะเป็น ผู้รับผิดชอบ โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า ต้องรอสรุปสำนวนคดีให้เสร็จสิ้นก่อนถึงจะบอกเรื่องดังกล่าวได้น.ส.อรวีกล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุตำรวจทางหลวง ทั้ง 2 นาย ยังไม่ได้เข้ามาเยี่ยมหรือพูดคุยใดๆ มีเพียงแต่พี่คนขับรถบรรทุกที่มาเยี่ยมและกล่าว ขอโทษ พร้อมติดต่อประกันชดใช้ค่าเสียหาย แต่ยังกังวล เพราะสิ่งที่เสียหายยังมีทรัพย์สินที่อยู่ภายในรถ ใครจะรับผิดชอบส่วนนี้ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายเข้ามาเยี่ยม และอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ตนและอีกหลายๆคนมองว่า คนขับรถบรรทุกไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเพียงฝ่ายเดียวด้านนายกชกร มิ่งบุญ แฟนหนุ่ม น.ส.อรวีกล่าวว่า วันเกิดเหตุได้ไปที่ สภ.บางปะอิน เพื่อรอให้ปากคำ แต่เมื่อไปถึงร้อยเวรกลับลงบันทึกประจำวันไว้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ร้อยเวรได้ชี้แจงว่า อยากทราบเพียงใครชนท้ายรถใครแค่นั้น รู้สึกว่าควรจะสอบถามตนถึงเหตุการณ์ในเบื้องต้นก่อนจะลงบันทึก เพราะหากมีสุนัขตัดหน้า หรือต้นไม้ล้ม ไม่ต้องอธิบายหรือไม่อย่างไร อยากได้ความยุติธรรม และความถูกต้องมากกว่า ถ้าหากผลตัดสินออกมาพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายไม่ผิด จะดูเหตุผลในการตัดสินว่ามีความยุติธรรมมากแค่ไหน หากดูแล้วไม่มีความเป็นธรรม จะดูตามความเหมาะสมต่อไปวันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ให้ตำรวจทุกนายจากฝ่ายป้องกันและปราบปราม จราจร และ บก.ทล.ให้ตั้งด่านจุดตรวจสกัดปฏิบัติตามกฎหมาย คำนึงถึงความปลอดภัยของตำรวจ และประชาชนที่ใช้ท้องถนน ต่อไปจะปรับยุทธวิธีให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น ทาง บก.ทล.เอง จากปกติที่ใช้วิธีโบกรถนั้น ต่อไปต้องปรับให้ปลอดภัยและทันสมัยมากขึ้น ผบ.ตร.ให้แต่ละหน่วยไปศึกษา เช่นการเรียกรถเข้าตรวจต้องมีป้าย มีไฟ มีเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนชัดเจน ให้แต่ละหน่วยไปศึกษามา ทั้งนี้ ผบ.ตร.ขอบคุณประชาชนที่แชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นำไปปรับปรุงในการบริการของตำรวจให้ดียิ่งขึ้น ขอยืนยันเหตุดังกล่าวไม่ใช่ด่านลอย แต่เป็นเหตุซึ่งหน้า ปกติรถบรรทุกต้องขับเลนซ้าย แต่ตอนเกิดเหตุกลับไปขับเลนขวา จึงต้องเรียกโบก ตอนนี้ให้ตำรวจทั้ง 2 นายไปรายงานตัวที่ บก.ทล.แล้ว เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะอุบัติเหตุที่เกิดนั้น เป็นเพราะรถบรรทุกเบรกไม่ทันไปชนท้ายรถยนต์ที่อยู่ข้างหน้า หากพบว่ามีความผิด จะดำเนินการตามขั้นตอนระดับชั้นไป