ซอกแซกสัปดาห์ที่แล้วร่วมเฉลิมฉลองงาน “100 ปีสวนลุมพินี” โดยการย้อนอดีตเล่าถึงจุดกำเนิดของสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยที่ต้องผ่านเส้นทางวิบากอย่างแสนสาหัสมาตลอดจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 6 ที่มีพระวิสัยทัศน์และสายพระเนตรยาวไกล ทรงอุทิศพื้นที่ส่วนพระองค์ขนาด 360 ไร่ เพื่อจัดงานคล้ายๆงาน “เอ็กซ์โป” หรืองานแสดงสินค้าในปัจจุบันที่ทรงตั้งชื่อไว้ว่า “งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์” โดยมีพระราช ประสงค์สุดท้ายว่า เมื่องานจบแล้ว...ก็ให้ใช้พื้นที่ดินผืนนี้เป็นสวนสาธารณะสืบต่อไปแต่ในที่สุดงาน สยามรัฐพิพิธภัณฑ์ ก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ เพราะพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตก่อนพิธีเปิดงานเพียงเดือนเศษๆเท่านั้นเองส่งผลให้ สวนลุมพินี กลายเป็นสวนร้าง...สิ่งปลูกสร้างต่างๆที่เตรียมไว้เริ่มเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา...และอีก 2 ปี โดยประมาณต่อมาหรือ พ.ศ.2470 กรมนคราทร ผู้ดูแลนครหลวงของสยามก็ขนขยะไปเททิ้งที่สระนํ้าที่ขุดไว้กลางสวนส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วสัปดาห์นี้เรามาต่อกันนะครับว่าหลังจากนั้นชะตากรรมของสวนลุมพินีจะเป็นอย่างไรบ้าง?ปี พ.ศ.2471 ถัดมากลุ่มข้าราชบริพารของในหลวงรัชกาลที่ 6 กลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่าควรสนองพระราชดำริพระองค์ท่านที่จะใช้สวนลุมเป็นสวนสาธารณะหลังจัดงานเสร็จแล้ว จึงได้รวมตัวกันขออนุญาตใช้ที่ดินส่วนหนึ่งประมาณ 90 ไร่ มาจัดทำ สวนสนุก มีการละเล่นต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ และใช้บริการจากสวนสนุกที่จะสร้างขึ้น เช่น จะมีชิงช้าสวรรค์ จะมีม้าหมุนมาเป็นเครื่องเล่นเก็บเงินค่าบำรุง ซึ่งตั้งไว้ในช่วงแรกๆคนละ 10-25 สตางค์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก ในหลวงรัชกาลที่ 7 ให้นำพื้นที่ในส่วนดังกล่าวไปจัดทำสวนสนุกได้ตามที่ทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชานุญาต ถือเป็นการต่ออายุ สวนลุมพินี ให้กลับมามีโอกาสทำหน้าที่ในเชิงสวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงบางส่วนของพื้นที่ทั้งหมดก็ตามพ.ศ.2476 หลังเปลี่ยน แปลงการปกครองรัฐบาลของคณะราษฎร์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งให้ทำหน้าที่ในการรับผิดชอบดูแลโครงการจัดสร้างและปรับปรุงสวนลุมพินีให้เป็นสวนสาธารณะเต็มรูปแบบ...แต่การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปอย่างล่าช้ามากพ.ศ.2478 คณะกรรมการเริ่มดำเนินการปรับปรุงจริงจังมากขึ้นมีการเชิญนาย โอว บุ้น โฮ้ว เศรษฐีชาวสิงคโปร์เจ้าของ ยาหม่องตราเสือ ให้มาช่วยสร้างสนามเด็กเล่นขึ้นในสวนลุมพินี ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีก 4 ปีต่อมา ใน พ.ศ.2482 รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ณ เวลานั้นก็อนุมัติให้สร้าง พระบรมราชา นุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ขึ้น ณ บริเวณทางเข้าหลักของสวนลุมพินี นำความปลาบปลื้มมาสู่พสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่งแต่เคราะห์ร้ายของสวนลุมพินีก็ยังไม่หมดอยู่ดี...เพราะได้เกิดภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น และกองทัพญี่ปุ่นก็ได้ยกพลเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 พร้อมกับยาตรากำลังทัพส่วนหนึ่งเข้าสู่เมืองหลวงของประเทศไทย รวมทั้งเข้ามายึดสวนลุมพินีให้เป็นที่ตั้งค่ายทหารญี่ปุ่น จนถึงปี 2488 หลังสงครามสิ้นสุดลงจึงถอนตัวไปอาจกล่าวได้ว่า สวนลุมพินี เริ่มหมดเคราะห์หมดโศกหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง และเริ่มกลับมาพัฒนาเป็นสวนสาธารณะเต็มตัวในช่วงต้นๆของ พ.ศ.2490 เป็นต้นมาระหว่าง พ.ศ.2495-2499 ได้มีการย้ายการจัดงาน ฉลองรัฐธรรมนูญ จาก สวนสราญรมย์ มาจัดที่ สวนลุมพินี ซึ่งกว้างขวางกว่าที่สำคัญในปี 2496 ได้มีการจัดสร้างอาคาร ลุมพินีสถาน สำหรับใช้เป็นเวทีลีลาศเป็นการเฉพาะ ประกอบกับประเทศ ไทยโดยรวมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มกลับมามีการพัฒนาต่างๆกว้างขวางขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น และมีรสนิยมไปในทางตะวันตกมากขึ้น ทำให้เวทีลีลาศของสวนลุมพินีโด่งดังมากนับแต่นั้นเป็นต้นมาจากนั้นก็ได้มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นมาวางแผนพัฒนาสวนลุม ระหว่าง พ.ศ. 2503-2510 และเริ่มดำเนินการตามแผนดังกล่าวมาเป็นลำดับแม้ในช่วงแรกๆของการปรับปรุงยุคใหม่ เช่น ใน พ.ศ.2504 จะมีดราม่าเรื่อง กินรีนาวา หรือภัตตาคารใหญ่กลางสระน้ำที่สร้างเป็นเรือและมีรูปปั้น นางกินรี แอ่นอกโชว์ปทุมถันอยู่ที่หัวเรือ กลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่หลายปี แต่ในที่สุดก็จบลงด้วยดีเมื่อเรือกินรีนาวาเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาเอง ต้องเลิกกิจการต้องปิดตัวลงไปและถูกรื้อออกไปในที่สุดจะเห็นได้ว่าก่อนจะโด่งดังเป็นสวน สาธารณะติดอันดับโลกอยู่ในขณะนี้สวนลุมพินีของเราได้ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านเรื่องราวที่สะเทือนใจมาโดยตลอดหวังว่าจากนี้ไปซึ่งจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 2 หรือร้อยปีที่ 2 ของสวนลุมฯทุกสิ่งทุกอย่างจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบหอมตลบอบอวลอย่างแน่นอน เป็นไปตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 6 ทุกประการณ บัดนี้สวนลุมฯมิใช่เป็นเพียงสวน สาธารณะของชาวไทยเท่านั้น ยังเป็นสวน สาธารณะของชาวโลกอีกด้วย...นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่จะอยู่ในดวงใจของชาวไทยและชาวโลกไปตราบกาลนาน."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เพิ่มเติม