นับเป็นข่าวดีสำหรับชาวโลกที่เป็นผู้บริโภคน้ำมัน กับสัญญาณ “วงแตก” ของ “กลุ่มโอเปก” เมื่อสหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยักษ์ใหญ่อันดับสามในกลุ่มผู้ค้าน้ำมันตะวันออกกลาง ตัดสินใจถอนสมอ แยกตัวเป็นเอกเทศปลดล็อกพันธนาการ ไม่ติดเงื่อนไขจำกัดเพดานการผลิตส่อแววต่างคนต่างขาย แย่งลูกค้าของใครของมัน นั่นหมายถึงโอกาสที่ราคาน้ำมันตลาดโลกในอนาคตจะลดลงฮวบฮาบตามกลไกตลาดโอเปกหมดฤทธิ์ นับถอยหลังรอวันน้ำมันขาลงแต่ข่าวร้าย ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงสิ้นเดือนเมษายนพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพราะความกังวล “อุปทานขาดแคลน” เรือน้ำมันติดด่านสงครามผลจาก “คาวบอยไบโพลาร์” โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขู่ผ่านทรูธโซเชียล “no more mr.nice guy” พร้อมภาพประกอบมาดบู๊ล้างผลาญ ใส่แว่นตาดำเข้มถือปืนกล แบ็กกราวด์สมรภูมิรบส่งสัญญาณขู่เป็นรอบที่จำไม่ได้ แต่ฟังแล้วก็หนาวๆร้อนๆหากอิหร่านไม่สามารถเซ็นข้อตกลงไม่ใช้นิวเคลียร์ เตหะรานไม่ยอมรับเงื่อนไขวอชิงตันจะเจอกับบุรุษมะกันที่ไม่ใจดีอีกต่อไปในฉากระทึกที่พร้อมรอกดปุ่มตะลุมบอน เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯจำนวน 3 ลำถูกเรียกเข้าประจำการรบ เรือธง เรือพิฆาต ลอยลำเต็มอ่าวเปอร์เซีย“เพนตากอน” ยืนกรานยุทธศาสตร์ “ล็อกตาย” แบบลากยาวไม่มีกำหนดตามคำสั่งของผู้นำคาวบอยไม่ยกเลิกปิดล้อมทางทะเล สกัดเส้นทางเข้าออกท่าเรืออิหร่านไปจนกว่าแนวรบจะเปลี่ยนแปลง ย้อนแย้งกับฝั่ง IRGC อิหร่านที่พร้อมตอบโต้ ขู่ถล่มเรือไม่เลือกสัญชาติที่ฝ่าด่านลอย“ช่องแคบฮอร์มุซ” อุดตัน ไร้วี่แววปลอดโปร่งโล่งสะดวกตามข้อมูลวงในพลังงาน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้หากยังไม่มีคลี่คลาย เมืองไทยเสี่ยงน้ำมันขาดแคลนแผนสำรองเชื้อเพลิงจะติดขัดตาม “อุปสงค์—อุปทาน” โลกไม่ใช่แค่น้ำมันดิบที่หายาก แต่โรงกลั่นส่อต้องลดกำลังหรือหยุดการกลั่นเพราะเจอฤทธิ์เดชของ “ขิง สุดซอย” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน “ปิดประตูตีแมว” ไล่บี้ไล่ทุบโรงกลั่นให้เฉือนเนื้อค่าการกลั่น ตั้งท่ารื้อโครงสร้างราคา ทำกลไกธุรกิจน้ำมันปั่นป่วนโรงกลั่นต้องแบกค่าประกันความเสี่ยงไม่คุ้มกำไรไหนจะโดนเกมเบี่ยงเป้า “ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน” เหลี่ยมการเมืองโยนบาปให้เป็นจำเลยกักตุนดีเซล ลีลาก๊วนสุดซอยตีปี๊บไล่ฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งซิกให้ตำรวจไล่ตรวจใบขนส่งน้ำมันทางเรือของ 6 บริษัทใหญ่ในเมื่อเหนื่อยทั้งขึ้นทั้งล่อง ต้องวิ่งหาน้ำมันดิบเสี่ยงในดงสงคราม ต้องแบกภาระแทนไอ้โม่งการเมืองมั่วน้ำมัน ต้องผวาผู้ถือหุ้นฟ้องข้อหาทำธุรกิจเจ๊งไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ถ้าโรงกลั่นต้องหยุดเดินเครื่องกลั่นไปเลยและถ้าถึงวันที่น้ำมันหมดปั๊มของจริง “ขิง สุดซอย” ไม่รู้จะแบกความรับผิดชอบไหวหรือไม่ ชาวบ้านคงไล่ตามด่าไปถึงก้นซอยแน่กับฟอร์มบู๊ดุดัน เน้นเอามัน แฝงเหลี่ยมตีกินคะแนน นิยมทางการเมืองจากช็อตไอ้โม่งปล้น ลักหลับ แล้วเบี่ยงเป้าโดยก๊วนสุดซอยไล่ทุบโรงกลั่นโชว์หั่นราคาหน้าปั๊ม เรื่องการเมืองมั่วน้ำมัน คืองานหยาบฉาบฉวยแบบนักเลือกตั้ง อาชีพที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานหลักการแท้จริงในเชิงบริหารด้านเศรษฐกิจแฝงติดปลายนวม ได้ทั้งแต้ม ได้ทั้งกล่องและก็ยิ่งชัดเจนในยุทธศาสตร์ “อัดโปรฯราคาถูก” เอาใจพวกชอบของถูก ของฟรีต่อเนื่องเรื่องทุบราคาน้ำมันยังคาราคาซัง “ขิง สุดซอย” ยังข้ามไปเล่นแต้มเรื่องไฟฟ้า ตามฟอร์มตีปี๊บ แห่กระแสล่วงหน้า ก่อนที่ ครม.จะอนุมัติหลักการ “โปรฯค่าไฟต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท” สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยเป้าหมายครอบคลุม 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศไทยกะปั่นแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ มันคือ “คะแนนนิยมทางการเมืองเนื้อๆ” ที่แฝงมากับมาตรการช่วยเหลือประชาชนในห้วงวิกฤติพลังงานจากภาวะสงครามท่ามกลางกองเชียร์กองแห่ ส่งเสียงเฮลั่นกับโปรฯค่าไฟฟ้าราคาถูกแต่ก็หักมุมกับเสียงด่า เสียงโห่ แรงต้านจากพวกที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 401 หน่วยที่อยู่ในข่ายโดนโขกค่าไฟฟ้าแบบเลือดสาดเกินหน่วยละ 5 บาท เพื่อนำมาชดเชยโปรฯต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท ของคนใช้ไฟน้อยอารมณ์แบบที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม รีบแทรกคิวเคลียร์ทันควัน มาตรการ “ค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได” ไม่ได้กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมครอบคลุมเฉพาะบ้านเรือนพักอาศัยเท่านั้นแต่นั่นก็ไม่มีคำตอบแบบชัดเจนจาก “ขิง สุดซอย” ส่อปล่อยลอยแพบ้านพักอาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 401 หน่วยขึ้นไป ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในโซนของ “บ้านใหญ่” หรือคฤหาสน์เศรษฐีพวกมีกำลังอุ้มโปรฯไฟฟ้าราคาถูกแบบไม่เต็มใจเท่านั้นแต่ยังหมายรวมถึงบ้านคนมีรายได้ปานกลางหรือค่อนไปทางน้อย แต่อยู่กันหลายคน ต้องเปิดแอร์ในช่วงอากาศร้อนอบอ้าว ซ้ำร้ายคือบ้านที่จำเป็นต้องใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา อย่างอุปกรณ์ช่วยผู้ป่วยติดเตียงถามว่าพวกนี้มีความผิดอะไร ต้องจ่ายค่าไฟแพงในระบบขั้นบันไดนี่เป็นอีกตัวอย่างของการคิดแบบไม่รอบด้าน งานหยาบฉาบฉวยของนักเลือกตั้งอาชีพที่ไม่ได้อยู่บนหลักการบริหารเศรษฐกิจ ฝืนกลไกปกติทางธุรกิจ บิดให้เข้าเหลี่ยมคูการเมืองอัดฉีดโปรฯราคาถูกแลกคะแนนนิยม ขยายปมเหลื่อมล้ำในสังคมทั้งน้ำมัน ทั้งไฟฟ้า ไหนจะยังลามมาถึง “ทุเรียน” ผลไม้ยอดฮิตโปรฯราคาถูกได้ข้ามกระทรวงมาที่คิวของ “มาดามแต๋ม” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ที่สวมบท “แม่ค้าออนไลน์” ร่วมวงไลฟ์สดกับ “อินฟลูเอนเซอร์” สาวคนดังของวงการลดแลกแจกแถมตั้งแผงแข่งกับตลาดนัด แย่งลูกค้าตลาดสด จัดเซลส์ “ทุเรียนลูกละ 100 บาท”ด้วยความคาดหวังเต็มหัวใจ จะช่วยชาวสวนระบายผลผลิตทุเรียนที่จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่าร้อยละ 30 พร้อมๆกับช่วยให้คนมีเงินน้อยได้ลิ้มชิมรสราชาผลไม้ในราคาจับต้องได้กะฟันทั้งแต้มทั้งกล่องเหมือน “ขิง สุดซอย” นั่นแหละแต่ผิดคิวจังๆ ผลลัพธ์ตรงกันข้าม โดนชาวสวนพากันตะโกน “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย”เสียงวิจารณ์จากทั่วทุกสารทิศรุมด่า พากันตำหนิ รมว.พาณิชย์ ฐานบ้องตื้น ทำลายกลไกราคาทุเรียนที่ขายเป็นกิโลกรัม ไม่ได้ขายเป็นลูกซะที่ไหนมะม่วง มะพร้าว ข้าวเปลือก ขายยากๆทำไมไม่ไลฟ์ช่วย “มาดามแต๋ม” กลับมาป่วนตลาดทุเรียนที่ยังไงก็ขายได้ ดักไต๋มันก็แค่ฟอร์มของพวกหิวแสงไปวันๆจัดอยู่ในข่ายฟอร์มบริหาร ไม่เด่น เน้นคอนเทนต์เป็นหลัก“ซุปเปอร์จี” โชว์ไลฟ์ขาย “ทุเรียนซุปเปอร์จิ๋ว” ขาดทุนหนัก บักโกรกเลยโดยผลประกอบการเบื้องต้นของทีม “รัฐมนตรีราคาถูก” ตั้งแผงขาย “ทุเรียนลูกละร้อย” ตั้งมิเตอร์ค่าไฟฟ้าต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท ที่ให้ “บ้านใหญ่” จ่ายแทน “บ้านเล็ก” ไปจนถึงการไล่ทุบโรงกลั่นเอกชน หั่นราคาน้ำมัน ทำลายกลไกธุรกิจโรงกลั่นจนนักลงทุนต่างชาติเผ่นหนี เสี่ยงหยุดเดินเครื่องทำน้ำมันเกลี้ยงปั๊มถือว่าขาดทุนยับ ในมุมของการก่อความเสียหายทางธุรกิจส่วนผลกำไรก็ไม่ชัวร์ กับแต้มแฝงคะแนนนิยมทางการเมืองที่วาดหวังเพราะในจังหวะสถานการณ์ที่สังคมก็จับทางได้ ประชาชนส่วนใหญ่รู้ทันเหลี่ยมคูการเมืองรัฐบาล “อนุทิน 2 พลัส” ต้องพยายามอัดโปรฯราคาถูก เพื่อเร่งฟื้นคะแนนทางการเมืองต้นทุนติดลบหนักจาก “ไอ้โม่ง” ปล้นน้ำมันซ้ำวิกฤติประชาชนก๊วนเซราะกราวอยู่ในสถานการณ์คับขัน ไฟป่าลามเขากระโดงดับกันไม่ไหวโดยเฉพาะ “ชนวนอันตราย” ที่กำลังลามไหม้ค่ายภูมิใจไทย จากคิวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยกฟ้องคดีอำพรางหุ้นของ “เสี่ยโอ๋” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย หักคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญสำแดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ “ลูกกรอกองค์กรอิสระ”ที่ทำคลอดจากมดลูก “สว.โพยฮั้ว” สายน้ำเงินณ ชั่วโมงที่สะท้อนภาวะต่อมเหิมเกริมอักเสบหนัก อารมณ์ “ช่างกล้าซะเหลือเกิน” กระตุกกระแสสังคมรุมต้านความเบ็ดเสร็จ เขย่าแรงๆไปถึงผู้คุมเกมอำนาจประเทศไทยชักระแวงอาจทบทวนระยะตั๋วโปรฯอำนาจพิเศษของ “นายกฯหนู” ที่ใช้สิทธิแบบไม่ผ่อนคันเร่งจนระบอบ “เนวิน” แซงโค้ง ปาดหน้า “ระบอบทักษิณ”.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม