“หลุยส์ วิตตอง” (Louis Vuitton) เชิญชวนให้โลกมาค้นพบ “ลาย Mono gram” อีกครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีแห่งสัญลักษณ์สูงสุดของเมซง ผ่านเส้นทางที่เชื่อมโยงเมืองสำคัญของโลกเข้าด้วยกัน จากเซี่ยงไฮ้สู่นิวยอร์ก ผ่านกรุงโซล และหมุดหมายล่าสุด “กรุงเทพมหานคร” เมืองที่ผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนจิตวิญญาณแห่ง “Art of Travel” ย้อนตำนาน “ลายโมโนแกรม” มรดกทรงคุณค่าด้านงานฝีมือของ “หลุยส์ วิตตอง” ถือกำเนิดในปี 1896 โดย “ฌอร์จ วิตตอง” บุตรชายคนเดียวของ “หลุยส์ วิตตอง” ในขณะที่แคนวาสยังคงถูกลอกเลียนแบบ เขาเริ่มค้นหาลายใหม่ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมซงมาถึงปัจจุบัน ด้วยแรงบันดาลใจจากศิลปะอาร์ตนูโว คตินิยมศิลปะญี่ปุ่น และศิลปะโกธิก เขารังสรรค์ลายโมโนแกรมโดยผสมผสานลวดลายดอกไม้เรขาคณิตกับอักษรย่อ LV เพื่อเป็นเกียรติแก่บิดาผู้ล่วงลับในปี 1892 นับแต่นั้นมาลายโมโนแกรมได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ยั่งยืนและเป็นที่เคารพนับถือมากที่สุด มากกว่าแรงจูงใจ แต่คือเครื่องหมายสากลของความแตกต่าง สัญลักษณ์ที่มีชีวิตของมรดก วัฒนธรรม และนวัตกรรม ตั้งแต่เริ่มถือกำเนิด “ลายโมโนแกรม” ถูกมองเป็นแนวคิดที่บุกเบิก ซึ่งเกิดจากการผสมผสานของศิลปะและเอกลักษณ์เฉพาะตัว “ฌอร์จ วิตตอง” ออกแบบลวดลายนี้เป็นการส่วนตัว โดยจดทะเบียนสิทธิบัตรสําหรับองค์ประกอบที่ซับซ้อนของชื่อย่อ “LV” ที่พันกันและลวดลายดอกไม้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเครื่องประดับนีโอโกธิก และอิทธิพลของ “Japonism Monogram” เหนือกว่านั้นคือมันถูกสร้างเพื่อปกป้องการลอกเลียนแบบ เพื่อถ่ายทอดปรัชญาการเดินทางคือหัวใจของเมซง “หลุยส์ วิตตอง” เลือก “กรุงเทพมหานคร” เป็นจุดหมายปลายทางเพียงแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการเปิดตัวป๊อปอัพเอกซ์คลูซีฟ “LOUIS VUITTON HOTEL BANGKOK” ณ บ้านตรอกถั่วงอก อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่าศตวรรษใจกลางกรุงเทพฯ โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ถึง 15 มีนาคม 2569 จองล่วงหน้าได้ที่ https://hotel-bangkok.louisvuitton.com/LV?from=pr ภายใต้คอนเซปต์ “โรงแรม” พื้นที่ทั้ง 4 ชั้นของอาคาร ได้รับการออกแบบเพื่อมอบประสบการณ์ให้ผู้มาเยี่ยมเยือนออกเดินทางไปค้นพบประสบการณ์อันประณีตของ “ลายโมโนแกรม” ซึ่งหยั่งรากลึกในมรดก ความเชี่ยวชาญงานหัตถศิลป์ (savoir-faire) จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมที่ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน และสืบทอดแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านรูปทรงไอคอนิก 5 รุ่นของเมซง ได้แก่ Keepall, Speedy, Alma, Neverfull และ Noé โดยแต่ละห้องนำเสนอการสร้างสรรค์รูปแบบกระเป๋าที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมทางในการใช้งาน และชิ้นงานแห่งสไตล์ ซึ่งก้าวข้ามกาลเวลาจนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เดินทางผ่านยุคสมัย เริ่มจากด้านหน้าอาคารบ้านตรอกถั่วงอก ประดับด้วยธง “หลุยส์ วิตตอง” โบกสะบัดอย่างสง่างาม เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ต้อนรับสู่โลกแห่งการเดินทางของเมซง เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ด้านในของชั้น 2 การเดินทางถูกถ่ายทอดผ่านบรรยากาศโถงล็อบบี้ ซึ่งจัดแสดงกระเป๋า “Keepall” ไอคอนแห่งการเดินทางที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1930 เกิดมาเพื่อเปลี่ยนโฉมแนวคิดการเดินทางด้วยโครงสร้างที่สามารถพับเก็บได้ มีน้ำหนักเบา และทนทานจากแคนวาสโมโนแกรม “Keepall” คือบทพิสูจน์ถึงการผสานการใช้งานเข้ากับความสง่างาม เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปในห้อง “Speedy P9 Safe Room” นำเสนอการตีความใหม่ของกระเป๋า “Speedy” ผ่านมุมมองร่วมสมัยของ “Pharrell Williams” ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แผนกสุภาพบุรุษ กระเป๋า “Speedy P9” หยั่งรากจากมรดกแห่งทศวรรษ 1930 แต่ถ่ายทอดออกมาด้วยนวัตกรรมและงานฝีมืออันประณีต ผ่านกระบวนการผลิตกว่า 240 ขั้นตอน สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านหัตถศิลป์และความแม่นยำอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ “Conciergerie” มอบบริการประทับตัวอักษร (Hot-stamping) และตัวเลือกการรังสรรค์ชิ้นงานเฉพาะบุคคล เมื่อการเดินทางเคลื่อนสู่ชั้น 3 จะพบกับห้อง “Neverfull Gym” ถ่ายทอดคุณสมบัติโดดเด่นของกระเป๋า “Neverfull” ผ่านบรรยากาศที่ได้แรงบันดาลใจจากยิม สะท้อนถึงความแข็งแรง ทนทาน และความอเนกประสงค์ของกระเป๋ารุ่นไอคอนิกที่เปิดตัวในปี 2007 และก้าวขึ้นเป็นสัญลักษณ์ร่วมสมัยอย่างรวดเร็ว ด้วยการรังสรรค์จากแคนวาสโมโนแกรมที่มีน้ำหนัก 800 กรัม แต่รองรับน้ำหนักได้สูงถึง 100 กิโลกรัม มองไปยังฝั่งตรงข้ามเป็นบรรยากาศผ่อนคลายของ “Noé Bar” ให้ผู้มาเยือนหยุดพักและดื่มด่ำกับเรื่องราวของกระเป๋า “Noé” ซึ่งถือกำเนิดในปี 1932 ตามความต้องการของผู้ผลิตแชมเปญ เพื่อบรรจุแชมเปญ 5 ขวด โดยจัดวางตั้ง 4 ขวด และอีก 1 ขวดจัดวางคว่ำไว้ตรงกลางอย่างสมดุล ผลิตจากหนังอ่อนนุ่ม ฐานทรงโค้งมน และเชือกผูกอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนศักยภาพด้านงานออกแบบเหนือกาลเวลาในการแปรเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานให้กลายเป็นรูปทรงคลาสสิกตลอดกาล ชั้น 4 เป็นห้อง “Speedy Room 1930” พาสำรวจกระเป๋า “Speedy” ไอคอนิกจากยุคต้นทศวรรษ 1930 ที่ยังครองใจแฟนๆถึงปัจจุบัน ถ่ายทอดผ่านการจัดแสดงโทรศัพท์วินเทจให้ผู้มาเยือนได้รับฟังความเป็นมาอย่างใกล้ชิด พร้อมบรรยากาศของห้องแต่งตัวที่เปิดพื้นที่ให้สไตลิ่งและแสดงออกถึงตัวตน การเดินทางมาบรรจบที่ “Alma Terrace” ฉลองเรื่องราวของกระเป๋า “Alma” ที่เปิดตัวในปี 1992 และตั้งชื่อตามจัตุรัส “Place de l’Alma” ใจกลางกรุงปารีส ด้วยเส้นสายและโครงสร้างที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะแนวอาร์ตเดโค โดยกระเป๋า “Alma” มีความคล้ายคลึงในด้านสัดส่วนการจัดวางที่ลงตัวและความสง่างามคลาสสิก ทว่ายังคงทันสมัยอยู่เสมอ เติมสีสันด้วยจอขนาดใหญ่ที่ฉายภาพทิวทัศน์ของกรุงปารีส ชวนให้รู้สึกราวกับยืนอยู่บนระเบียงที่มองเห็นมหานครของฝรั่งเศสถือเป็นการตอกย้ำว่า “ลายโมโนแกรม” ไม่ใช่แค่การออกแบบ แต่เจาะลึกถึงความเป็นตํานาน ในฐานะสัญลักษณ์ที่มีชีวิต รหัสสากลของความสง่างาม และความงามไร้กาลเวลา ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน และเป็นที่รักของหลายชั่วอายุคน.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม