เป็นหนึ่งในนักษัตรที่รวมผู้นำและคนดังๆระดับแถวหน้าของทุกวงการ เพราะธรรมชาติของ “คนเกิดปีมะเมีย” มักถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนของสังคม มีบุคลิกโดดเด่นกล้าตัดสินใจ, กล้าเผชิญแรงเสียดทาน, มุ่งมั่นไม่ยอมใคร, รักความเร็ว, ทุ่มเทแบบไม่ถอยหลังง่ายๆ แถมมีเสน่ห์เฉพาะตัว และปรับตัวเร็วก้าวทันโลกอยู่เสมอ บอกเลยว่านี่คือคุณสมบัติของสุดยอดผู้นำยุคใหม่ชัดๆ ชาวมะเมียที่มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย น่าจับตามองสุดยกให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และ รมว.มหาดไทย เป็นตัวแทนของ “ม้านักต่อรอง” ที่ช่ำชองเรื่องการเจรจาข้ามค่าย ชูจุดเด่นความเป็นมะเมียที่ปรับตัวเก่ง ทำงานเร็วแบบติดสปีด ชนิดที่ว่าสั่งวันนี้ต้องเสร็จเมื่อวาน!! แถมยังพลิกสถานการณ์เก่ง มีบุคลิกผสมผสานระหว่างความเป็นนักธุรกิจกับนักการเมือง เรื่องยากๆขอให้บอก “นายกฯหนู” พร้อมเป็นมือประสานสิบทิศลุยสำเร็จมาแล้วทุกดีล นั่งนายกฯแค่ 3 เดือน ก็พลิกเกมประกาศยุบสภาแบบฟ้าผ่าคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ และหนีฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภายใต้บุคลิกยิ้มง่าย พูดตรง แต่เล่นเกมซับซ้อน ข้างนอกอาจดูเป็นกันเอง และมีอารมณ์ขัน แต่เวลาต่อรองการเมืองใครเจอหมัดฮุกของ “นายกฯหนู” สลบทุกที สมัยนั่ง รมว.สาธารณสุข ช่วงวิกฤติโควิด “หมอหนู” ได้คะแนนเต็มๆจากบททดสอบการบริหารวิกฤติใหญ่ระดับประเทศ เมื่อรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้นำหัวใจม้าจึงเร่งสปีดประเทศแบบไม่รอใคร เปลี่ยนตัวเองจาก “คิงออฟคอนเนกชัน” ใช้การต่อรองเป็นท่าไม้ตาย กลายมาเป็น “ม้าลุยไฟ” คอยปะฉะดะคุมเกมชี้ขาดทาง การเมือง โชว์ศิลปะความเป็นผู้นำที่ต้องเด็ดขาด ทว่ามีความประนีประนอมยืดหยุ่นในตัว“นายกฯหนู” ขึ้นชื่อเรื่องการประสานประโยชน์ให้ทุกขั้วยอมรับได้ เมื่อรับบทผู้นำประเทศ ก็ใช้ทักษะนั้นผสมเข้ากับวิธีการบริหารแบบผู้นำองค์กรเอกชน จุดเด่นที่ได้คะแนนเต็มคือ จัดทีมเก่ง วางคนที่ทำงานได้จริงในตำแหน่งสำคัญ, เจรจาเร็ว ตัดสินใจเร็ว ทำให้สามารถขับเคลื่อนได้เร็ว และเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในยุคของ “นายกฯหนู” มาพร้อมนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการหมุนเงินเร็ว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ, ความร่วมมือระหว่างประเทศแบบเปิดโต๊ะเจรจาเร็ว เพิ่มทิศทางการค้าการลงทุน และปรับภาพลักษณ์รัฐบาลให้ทำงานแบบองค์กรธุรกิจมากกว่าราชการที่ล่าช้า สะท้อนสไตล์อนุทินที่กล้าขยับแม้รู้ว่าฝุ่นจะตลบเมื่อคนปีมะเมียได้โอกาสขึ้นยืนตำแหน่งสูงสุด เขาจะไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ และมักเร่งควบม้าให้สุดแรงเกิด การลงลุยพื้นที่น้ำลึกตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆของวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ แต่การจัดการที่ล่าช้าและขาดความเป็นเอกภาพ กลับสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลอนุทิน...คิดเร็วทำเร็ว แต่ขาดความรอบคอบ อาจเป็นจุดเสี่ยงของผู้นำชาวมะเมีย หากปีมะเมียคือสัญลักษณ์ของม้าที่ฝ่าดงลูกปืน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คือตัวอย่างชัดเจนของ “ม้าคะนองศึก” ที่เปี่ยมล้นไปด้วยมาดผู้นำ, มีความตรงไปตรงมาอย่างสุดขั้ว และคิดไวตัดสินใจเร็ว เห็นได้ชัดตั้งแต่ยุคแม่ทัพ มาจนถึงก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ตั้งแต่ปี 2557 ครองอำนาจยาวนานถึง 8 ปี 11 เดือน 29 วัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศ ผลักดันยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี และวางโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ภายใต้ภาพลักษณ์เคร่งขรึมระเบียบจัด แต่วิธีสื่อสารกลับไม่เป็นทางการ ใช้น้ำเสียงตรงไปตรงมา จุดไฟอารมณ์ง่าย มีวลีเด็ดและท่าทางที่กลายเป็นมีมทางการเมือง สิ่งนี้ทำให้ “นายกฯตู่” เป็นผู้นำที่มีสีสันที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ คนรักลุงตู่ชื่นชมในความจริงใจและไม่ปรุงแต่ง ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์กลับมองว่า ขาดความเป็นมืออาชีพทางการเมือง กระนั้น ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติระดับชาติมักจะมีเสียงเรียกร้องให้ “ลุงตู่” กลับมาเป็นนายกฯกู้วิกฤติอีกครั้ง เหมือนตอนรับมือสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และคุมปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้อยู่หมัด “ม้าสาวพลังบวก” คือภาพจำชัดของ “มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ” อีกหนึ่งคนดังที่เกิดปีมะเมีย นอกจากจะสวยรวยเสน่ห์คึกคักตามแบบฉบับชาวม้า เธอยังมีความเป็นผู้นำสูง, ทำงานเร็ว และมีเลือดนักสู้ยิบตาแบบไม่ถอย สมกับฉายา “นารีขี่ม้าขาวแห่งวงการฟุตบอลไทย” ผู้เป็นทั้งความหวังในการกู้วิกฤติฟุตบอลไทย และใช้ฟุตบอลเชื่อมโลกเข้าด้วยกันได้เนียนกริบ ภายใต้บทบาทของนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อครั้งเข้าพบประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ที่ประเทศกาตาร์ เพื่อร่วมชมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2024 รอบชิงชนะเลิศ ก็ได้รับคำชมให้หายเหนื่อยว่า วงการฟุตบอลไทยกำลังก้าวหน้าอย่างน่าชื่นชม ฟีฟ่ายินดีที่ได้ช่วยเหลือและผลักดันฟุตบอลไทยให้เติบโต ล่าสุด ฟีฟ่าแต่งตั้ง “มาดามแป้ง” เป็นผู้หญิงคนแรกของโลกที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการพัฒนาของฟีฟ่า (The Chairperson of FIFA’s Development Committee) วาระปี 2025-2029 คนสวยใจบุญมีอยู่จริง “มาดามแป้ง” ยังแบ่งเวลาไปรับบททูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาของเด็กในพื้นที่ห่างไกล, ผลักดันนโยบายคุ้มครองทางสังคมสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการรณรงค์ด้านต่างๆเพื่อส่งเสริมให้ความเป็นอยู่ของเด็กดีขึ้นในทุกด้าน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ แม้ระยะหลังจะโดนทัวร์ลงจากงานบ้าง และผจญสารพัดดราม่า แต่ “มาดามแป้ง” ก็ยิ้มสู้เมื่อภัยมา พร้อมประกาศชัดว่า ไม่มีวิกฤติไหนที่เป็น The end of the world ถ้ามีความตั้งใจจริง จะสามารถกอบกู้มันได้ ที่สำคัญเธอเป็นคนคิดบวก และมองโลกในแง่ดีเสมอ เหนื่อยหรือล้ายังไง ร้องไห้แล้วก็ลุกขึ้นใหม่ คิดว่าชีวิตต้องเดินต่อไป ขอยกให้มาดามเป็นบุคคลต้นแบบของผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าฝันกล้าทำ พูดถึง “ม้าทรงเสน่ห์” จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ” ซุปตาร์ตัวแม่ผู้ครองบัลลังก์นางเอกอันดับหนึ่งของเมืองไทยมากว่า 20 ปี เธอคือสัญลักษณ์ของความเซ็กซี่ เป็นนางเอกเรตติ้งสูงในหลายยุคหลายสมัย เป็นเจ้าแม่พรีเซนเตอร์โฆษณา แถมยังเป็นไอคอนแฟชั่นและความงาม สร้างอิทธิพลไม่เคยตกมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ความสวยอมตะเหนือกาลเวลา และความเป็นมืออาชีพที่อยู่เหนือดราม่า ทำให้ชื่อ “อั้ม พัชราภา” กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแรงที่สุดแบรนด์หนึ่งในวงการบันเทิงไทย อั้มไม่ใช่แค่ดาวค้างฟ้า แต่คือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมป๊อป โดดเด่นด้วยบุคลิกของตัวแม่ที่ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ ไม่ได้ออกสื่อพร่ำเพรื่อ แต่ทุกครั้งที่ขยับตัวมักจะเป็นข่าวใหญ่เสมอ อั้มเลือกงาน อย่างพิถีพิถัน รักษาภาพลักษณ์อย่างเคร่งครัด มีระยะห่างพอเหมาะระหว่างชีวิตส่วนตัวกับสาธารณะ ถามว่าทำไมอั้มถึงอยู่บนยอดพีระมิดได้ถึง 2 ทศวรรษ คำตอบคือ ความเป็นมืออาชีพระดับสูง อั้มขึ้นชื่อเรื่องตรงต่อเวลา มีวินัย และเข้าใจภาพตัวเองในตลาด จึงเลือกงานที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ตัวเอง ที่สำคัญเธอรู้จักจังหวะหายจังหวะโผล่ ไม่ทำให้แฟนๆเบื่อจนอิ่มตัว แต่ก็ไม่ขาดหายจนลืมชื่อ อั้มไม่ใช่ม้าที่วิ่งเสียงดัง แต่เป็นม้าทรงเสน่ห์ที่คนทั้งสนามต้องเหลียวหลัง ล่าสุดผันตัวไปเป็นนักธุรกิจเต็มตัวเปิดแบรนด์สกินแคร์ของตัวเอง และลุยธุรกิจเปิดตลาด AumAum ตามศูนย์การค้าใหญ่ทั่วมุมเมือง ชูคอนเซปต์ถ้าอั้มเลือกแล้ว ไม่มีคำว่าผิดหวัง!! ได้รับการตอบรับดีแบบถล่มทลาย แม้จะโดนดราม่าว่า “รวยแล้วก็มาเปิดตลาดอีกเหรอคะ เป็นดารารวยมีบ้านเป็นร้อยๆล้าน” “สงสัยดาราไม่มีงานแล้วค่ะมาขายของในห้าง” แต่อั้มตอบได้ใจว่า เอ้อ...จะให้นอนอยู่บ้านใช้เงินไปวันๆเหรอ? ฟาดแบบผู้ดีสมกับเป็นนางพญาตลอดกาลจริงๆ ส่องแวดวงกีฬาบ้าง วินาทีนี้คงไม่มีใครมาแรงแซงทางโค้งเท่า “โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล” นักกอล์ฟสาวหมายเลขหนึ่งของโลก ที่ติดท็อป 15 นักกีฬาหญิงโลกทำรายได้สูงสุดปี 2025 ด้วยตัวเลข 10.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการจัดอันดับของ Sportico แถมยังติดท็อปเทนหลายรายการ และเก็บแชมป์ระดับเมเจอร์ทัวร์ใหญ่ พร้อมชื่อเสียงที่กำลังเติบโตในตลาดโลก “โปรจีน” เกิดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ตามตำราโหรถือว่าคาบเกี่ยวระหว่างปีมะแมกับปีมะเมีย แต่ดูจากบุคลิกนิสัยใจคอแล้ว ฟันธงว่าก้านเหล็กสาวคนเก่งน่าจะเป็นชาวม้า จึงขอยกให้เธอเป็น “ม้านำโชค” ที่มาพร้อมสมาธิสูง, ความมุ่งมั่น และการฝึกซ้อมหนักแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ล่าสุดทำผลงานระดับตัวแม่ของจริง ปิดซีซันด้วยแชมป์ประกาศความเป็นเบอร์หนึ่งโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเดินหน้าป้องกันแชมป์ LPGA Tour รายการใหญ่ CME Group Tour Championship ที่รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สำเร็จด้วยสกอร์รวมสุดโหด 26 อันเดอร์พาร์ กวาดเงินรางวัลกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และถือเป็นนักกอล์ฟคนที่สองในประวัติศาสตร์โลกที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้ 2 สมัยติด ต่อจากอดีตมือหนึ่งโลกชาวเกาหลีใต้ “โค จิน ยอง” ที่ทำไว้เมื่อปี 2020-2021ชัยชนะล่าสุดทำให้เงินรางวัลฤดูกาลนี้เพิ่มเป็น 7,588,330 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นปีที่สองที่ทำเงินสูงสุดในทัวร์ หลังจากปี 2024 ทำเงินรางวัลรวม 6,059,039 ดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากจะเป็นแชมป์ LPGA Tour รายการที่ 7 ในอาชีพ เธอยังคว้ารางวัลนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปีจากเวที Rolex Player of the Year และ Vare Trophy ผู้ทำคะแนนเฉลี่ยดีที่สุดของฤดูกาล ถือเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่สองที่คว้ารางวัล Player of the Year ต่อจาก “โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล” ขณะที่เงินรางวัลสะสมตลอดการเล่น LPGA Tour 4 ฤดูกาล ขยับจากอันดับ 19 ขึ้นไปอยู่อันดับ 7 ด้วยสถิติ 17,369,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องยกให้เป็นปีทองที่พุ่งทะยานสุดๆของลูกสาวแห่งชาติ.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่