พระวิริยอุตสาหะของ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของช่างฝีมือในชุมชนท้องถิ่นไทย ยกระดับสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นระดับสากล ภายใต้พระวิสัยทัศน์ “Bring the Village to the World” เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดในระดับนานาชาติ นอกจาก “องค์การยูเนสโก” จะประกาศเชิดชูพระเกียรติและถวายเหรียญสดุดี ที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย ล่าสุด “องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก” ยังทูลเกล้าฯถวายรางวัล “ความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ : WIPO Award for Creative Excellence 2025” ด้วยตระหนักถึงพระปรีชาสามารถในด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์ การออกแบบแฟชั่น และเครื่องหมายการค้า ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา “สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ทรงทุ่มเทอย่างหนักให้กับการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของช่างฝีมือในชุมชนท้องถิ่นไทยสู่สากล โดยหนึ่งในบทบาทสำคัญคือ การเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือ “Thai Textiles Trend Book” โดยเล่มล่าสุดเป็นเล่มที่ 6 จัดทำขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตแห่งแฟชั่น : สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน” นอกจากจะเสด็จไปทรงเป็นประธานในงานประชุมวิชาการ (Sym posium) การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2568 จัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ เอ็มสกาย ชั้น 14 เอ็มทาวเวอร์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ยังทรงบรรยายในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ ผ้าไทยสู่สากล” พร้อมพระราชทานสัมภาษณ์แก่ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตั้งแต่ทรงงาน “Thai Textiles Trend Book” ทรงเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ทั้งในส่วนของช่างทอผ้าและผู้บริโภคเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์ มีความว่องไว และรวดเร็วมาก อย่างแรกคือต้องขอบคุณช่างทอผ้าทั่วประเทศ พี่ๆป้าๆ น้าๆอาๆทุกท่านที่เริ่มเข้าใจในสิ่งที่เราได้กล่าวออกมา ในแง่ของดีเวลลอปเมนต์ ในแง่ว่าเราไม่ได้จะไปทำลายความดั้งเดิม เราเริ่มจากสิ่งดั้งเดิม แล้วเรามาดีเวลลอปให้มีความทันสมัยไปพร้อมๆกับคนในยุคปัจจุบัน แล้วก็ใส่เทคนิคใหม่ๆเข้าไป ส่วนคนที่ซื้อก็เข้าใจมุมมองที่เราอยากจะสื่อมากขึ้นว่าเราจะไปทำดีเวลลอปเมนต์ยังไง ทำการตลาดยังไง เทรนด์สีเป็นยังไง ให้เหมาะกับซีซัน แล้วก็ต้องขอบคุณเขาด้วยที่มีความอดทน มีความตั้งใจทำงาน เรารู้ว่ามันไม่ง่าย ไม่ง่ายก็คือการเปิดใจมันไม่ง่าย และเมื่อทุกคนเปิดใจแล้วทุกคนได้ลงมือทำแล้วเนี่ย มันมหัศจรรย์เหลือเกิน มันทำให้ได้ต่อชีวิตผ้าไทยและอุตสาหกรรมไทยที่เป็นเรื่องของศิลปะ แล้วมันเดินแบบมีชีวิต เดินแบบมีจุดหมาย และเดินอย่างมีเกียรติ มันต่อชีวิตทุกอุตสาหกรรมได้หมด ทั้งแฟชั่น, สิ่งทอ, สื่อ, สไตลิสต์ มันทำให้เรามีจุดยืนของความเป็นชาติอยู่ มันไกลกว่าที่เราคาดฝันมากๆ เป็นการพิสูจน์ตัวเองในแบบที่ไม่ต้องตะโกน แต่ทำให้ทุกคนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ในหนังสือ “Thai Textiles Trend Book Autumn/ Winter 2025–2026” ทรงโปรดกลุ่มเทรนด์ไหนมากที่สุดภายใต้แนวคิด “อนาคตแห่งแฟชั่น : สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน” สรุปรวมออกมาเป็นเทรนด์ 4 กลุ่ม ได้แก่ “The Grounded Naturalist” (พินิจ-ชีวิต), “The Free Spirit Adventurer” (อิสรชน-ผจญภัย), “The Enigmatic Wanderer” (รอนแรม-ลึกลับ) และ “The Dynamic Trailblazer” (กรุยทาง-สร้างฝัน) ซึ่งจะทำหน้าที่ เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นแนวทางแก่ผู้ทำงานสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเส้นใย, สิ่งทอ, แฟชั่น, ไลฟ์สไตล์, งานประณีตศิลป์ หรือคนที่อยากเรียนรู้เรื่อง “ความมหัศจรรย์ของเส้นใย” ส่วนตัวแล้วเราชอบเทรนด์ที่เป็นสีแดง พวกกลุ่มสีแดงทั้งหมด เป็นสีที่เลือกมากลุ่มแรกๆ แล้วเราก็ตีความในแบบฉบับที่ทุกคนได้เห็น คือเราอยากเห็นสีแดง ตั้งแต่แดงเข้มน้ำตาลไปเลยจนถึงม่วงและชมพู แต่เราไม่เลือกที่จะทำ และกลายเป็นว่าเลือกทำกลุ่มที่สอง ซึ่งท้าทายตัวเอง ท้าทายทีมงาน และเป็นการเอ็กซ์เซอร์ไซส์เทคนิคด้วย เผอิญเราได้ผ้ามาจากชุมชนในเชียงราย อยากทำให้ดูเป็นสปอร์ต ดูเป็นเอธนิก ดูเป็นเซมิกูตูร์ และงานคราฟต์ ถามว่าพอใจไหม ก็ในระดับหนึ่ง จะเห็นว่ามีสีสดใสอย่างพวกซันนีไลม์ ที่ท้าทายความคิดของเรา คือตอนนี้ฝรั่งมันเลยจุดนั้นไปแล้ว ถ้าเป็นฟอลล์/วินเทอร์จะต้องอยู่ในกรอบสีครึ้ม นั่นมันเมื่อ 10-20 ปีก่อน สีสดใสเป็นอะไรที่สนุกดี โดยเฉพาะเวลาที่แต่งตัวไปวินเทอร์ เบื่อแล้วเกรย์, แบล็ก, ไวท์ ต้องรู้จักเลเยอร์หยอดสีตามเข้าไป มันจะเริ่มเห็นความสนุกไม่น่าเบื่อ อยากให้รู้สึกว่าสดใสไม่แซด ทรงคาดล่วงหน้าว่าสินค้าแบรนด์เนมจะแพงขึ้น อุตสาหกรรมแฟชั่นโลกจะไม่เหมือนเดิม เพราะกำแพงภาษีสูงลิ่ว คนไทยควรตั้งรับอย่างไรเราเองก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เราเสพอาร์ตเสพศิลปะ แต่ก็ต้องคอยเสพสื่อเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้บ้าง ตอนนี้เรารู้ว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมแฟชั่น ในอุตสาหกรรมแฟชั่นเองในแง่ของบิสเนสก็มีสแกนดัลของเขา ซึ่งคนไม่ค่อยรู้หรอก เพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังสเปนด์ตลอด เราก็ไม่ได้ว่าหรอกว่าพีระมิดด้านบนหรือลงมาหน่อยจะยังมีสตางค์ที่จะสเปนด์อยู่ แต่อาจจะน้อยลง ถามว่าเราสเปนด์ไหม เราก็สเปนด์ แต่เราสเปนด์น้อยลงในสิ่งที่เราควรจะต้องได้จริงๆ หรือชอบจริงๆ เชื่อไหมว่าปัจจุบันท่านหญิงใส่แบรนด์ตัวเองนะ (SIRIVANNAVARI) แล้วก็ใส่แบรนด์ฝรั่งที่ชอบจริงๆอยู่ไม่กี่แบรนด์ แล้ววน หรืออย่างชุดตัดของพี่ๆดีไซเนอร์ไทย ก็ตัดแล้วก็วน แล้วก็เปลี่ยนสไตลิ่งเอา เพราะเราคิดว่าใส่อย่างไรก็ใส่ แต่ต้องใส่ให้มันคุ้ม ตอนนี้มันเป็นกู้ดไทม์มิ่งสำหรับคนไทยที่จะใช้สินค้าไทย มันเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งระบบให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า อยากให้ทุกคนภูมิใจในความเป็นไทย แฟชั่นเพื่อความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นวิถีชีวิตแห่งยุคสมัย แฟชั่นในอนาคตต้องเป็นมากกว่าการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และต้องการเรี่ยวแรงสำคัญในการมอบคืนสมดุลให้กับโลกใบนี้ ผ่านแนวทางการสร้างสรรค์ ที่ผสมผสานระหว่างงานศิลปะ, งานหัตถกรรม และเทคโนโลยี โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีมุมมองหลอมรวมกันระหว่างความงามและความรับผิดชอบ ซึ่งเราเรียนรู้ได้จากการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น และค้นหานวัตกรรมในงานหัตถกรรมจากอดีต โดยเฉพาะเส้นใยในท้องถิ่นของไทยที่มีการพัฒนาด้วยภูมิปัญญา มีกระบวนการสร้างสรรค์งานฝีมือก้าวไปไกลกว่าเป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม หากนำมาสร้างสรรค์เป็นงานหัตถกรรมชั้นเลิศจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคใหม่ “Colors of Life” ของพระองค์หญิงในตอนนี้เป็นสีอะไรปีที่แล้วเป็นสีช็อกโกแลต ตอนนี้น่าจะเป็นสี “Wa x Paper” (กระดาษไข) คือมันจะไม่ขาว มันจะไม่ครีม มันจะไม่งาช้าง แต่มันก็จะไม่ขาวจั๊วบริสุทธิ์ มันจะมีความเป็นขุ่นๆ มันจะมีความปนเทาๆ หมายความว่าชีวิตตอนนี้ไม่น่าเบื่อเหมือนปีก่อนๆ แต่ก็ไม่ได้แฮปปี้ที่สุด แต่ก็ไม่ได้สดใส แต่ก็ยังมีโพสิทีฟ พระองค์หญิงทรงอยากฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่บ้างเราอยากฝากเรื่องชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ อันเป็นไปตามพระราชดำริใน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรม ราชชนนีพันปีหลวง” ที่มีพระราชประสงค์ให้สตรีไทยมีชุดประจำชาติ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและสะท้อนความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่การแต่งกายในเวลากลางวันไปจนถึงชุดราตรี ทั้งยังเชื่อมโยงกับหัตถศิลป์ของช่างทอผ้าและเครื่องประดับไทยอย่างถูกต้องตามแบบแผนโบราณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงมีพระราชประสงค์ให้ชุดไทย 8 แบบ ยืนคู่กับชุดกิโมโน ยืนคู่กับชุดกี่เพ้า ยืนคู่กับส่าหรี ให้คนได้รู้ว่านี่คือวัฒนธรรมของเรา นี่คือสุภาพสตรีจากประเทศไทย เครื่องประดับต่างๆของไทยที่ทุกคนทำอยู่ปัจจุบันนี้ บ้านเรามีรากเหง้าและวัฒนธรรมให้ศึกษา...ใส่ให้ถูกต้องซะ พระองค์จะทรงปลื้มใจมาก!!ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม