อาทิตย์ก่อน เล่าถึงทริปผจญโจรของคณะ เยาวณี นิรันดร ตั้งแต่ขึ้นเครื่องเอมิเรตส์ กรุงเทพฯ-ดูไบ เมื่อ 3 เมษา และไปเจอโจรแท็กซี่ติดๆกันอีก 2 วัน ที่ลิสบอน เพื่อเตือนให้นักเดินทางรู้ว่า โจรก็มีเงินซื้อตั๋วบิสซิเนส (โดยจ้องขโมยจากผู้โดยสาร)-- หลังทำใจ ว่าฟาดเคราะห์ จะได้ไม่เจอเรื่องไม่ดีอีก คุณกิ๊ก-เยาวณี และคณะรวม 8 คน ก็ขึ้นเรือด้วยความโล่งใจ ว่าบนเรือไม่มีโจรแน่ แต่วันแรก เพื่อนๆก็ตกใจ ที่ คุณกิ๊ก มาถึงห้องอาหารในสภาพป่วย เพราะจู่ๆก็ปวดฟันอย่างแรง จนสามี พล.อ.นพ.วิทยา ช่อวิเชียร ซึ่งเป็นแพทย์ออร์โธฯและฝังเข็มมือหนึ่ง ต้องปักเข็มไว้ที่แก้มลดปวด จึงเป็นที่ตกใจของผู้โดยสารโต๊ะอื่นที่เห็นคนไทยมีเข็มปักคาหน้า ดีที่ จุฑารัตน์ เมนะเศวต ซึ่งเพิ่งผ่าตัดเท้า จัดยามากระเป๋าใหญ่ และมียาแก้ปวดอย่างแรงมาด้วย เพราะตามท่าเมืองต่างๆที่แวะทุกเช้า ไม่มีโอกาสหาหมอฟันเลย นอกจากคนนึงปวดฟัน คนอื่นๆ โดยเฉพาะ คุณด้อม-ศานติ ประนิช ก็เมาเรือ เพราะคลื่นแรง เรือโคลงมาก แต่ทุกคนก็คิดเสียว่าเหมือนนอนไกวเปล ตลอดทริป คุณกิ๊ก ปวดฟันทุกวัน แต่ก็อดทน ลงเรือไปเที่ยวตามเมืองกับเพื่อนๆแต่วันแรกก็มีการพลัดหลง และติดต่อไม่ได้ คุณแจ๋ว-จุฑารัตน์ กับอีก 3 คน จึงต้องหาทางเดินกลับเรือกันเอง และกลับไปเช็กว่าใครซื้อแพ็กเกจมือถือแบบไหน จะได้ไม่หลงกันอีก แต่จนได้ อีกวัน 8 คน ก็พลัดกันอีก เพราะทัวร์ที่เลือกกันไว้ล่วงหน้าเป็นเดือน เต็มก่อนที่จะเอาวอชเชอร์ที่เรือให้มา ไปแลกบัตรขึ้นรถ พอต่อว่าเจ้าหน้าที่ว่า ออกวอชเชอร์ให้ ก็ควรจัดรถให้พอ เจ้าหน้าที่จึงบอกให้ไปขอที่รถเอง เผื่อมีที่ว่าง แต่ก็เจอคนเช็กตั๋วหน้าดุ ไล่ไปรถอื่น 8 คนจึงกระเด็นไปคนละทาง--แต่ก็สนุกพอสมควร กับการล่องเรือแบบนักกายกรรม ต้องทรงตัวไม่ให้ล้ม เพราะเรือโคลงค่อนข้างมากตลอดเวลา วันที่ 14 เมษา เรือเทียบท่า cadiz กัปตันประกาศให้กลับเรือตอนเย็น เพราะจากนี้ เรือจะล่องยาว 40 ชม. จนถึงบาร์เซฯเช้า 16 เมษา ก็จบทริป แต่พอถึงเวลาออกเรือ ก็มีประกาศเลื่อน จนมีประกาศครั้งที่ 3 ตามด้วย 4 ก็เอะใจ จนเกือบเที่ยงคืน เรือถึงออก และแล้วกัปตันก็ประกาศ ขออภัยที่ต้องนำเรือกลับคาดิซ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ไม่บอกว่า ปลอดภัยจากอะไร จึงเดากันเรื่อยเปื่อยหรือสงครามจะลามมาแถบนี้ คืน 14 จึงกลับมาลอยอยู่คาดิซ ตอนเช้ากัปตันก็ประกาศ ให้ลงไปเที่ยวได้ถึงบ่าย 2 ตอนแรกทุกคนก็ชอบ แต่พอเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น ก็เห็นผู้โดยสารสละเรือราว 90 คน เพราะกลัวจะไปถึงบาร์เซโลนา ไม่ทัน 16 เม.ย. จึงจะไปทางรถเอง เพราะต้องต่อเครื่องไปที่อื่น คนไทยเลยตาเหลือกว่า ถ้าไปไม่ทันขึ้นเครื่องบ่ายสามครึ่ง 16 เมษา จะทำไง พอคุยกับครอบครัว เจ้าสัวนิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ ประธานฯ เอเวอร์กรีนชิปปิ้ง เอเยนซี่(ไทยแลนด์) ที่เจอกันบนเรือ บอกว่า เคยเจอเรือเสียที่แหลมฉบัง จะต้องจอดซ่อมรออะไหล่ 4-5 วัน แต่ลำนี้เสียในยุโรป ก็อาจจะ 2 วัน และมีคนเห็นว่าตอนออกเรือ เรือส่ายไปมา และเครื่องดับๆติดๆ 3-4 ครั้ง แสดงว่าอาจมีปัญหาที่หางเสือ --จึงสรุปว่า เรือไม่มีทางจะถึงบาร์เซฯ เช้า 16 แต่ถ้าสละเรือคืน 15 และเช่ารถไปต่อรถไฟไปขึ้นเครื่องที่มาดริด เดินทาง 9 ชั่วโมง ก็จะทันบิน 16 แต่ทุลักทุเล เพราะมีสัมภาระเยอะ และต้องเปลี่ยนพาหนะ 4 ทอด แต่แผนนี้พับเพียบ เพราะหารถเช่าสำหรับ 8 คน และสัมภาระ 15 ชิ้นไม่ได้ จึงเสี่ยงไปต่อกับเรือ โดยเลื่อนตั๋วบินเป็น 18 เมษา และจองโรงแรม 17 ไว้--ซึ่งการตัดสินใจ บังเอิญถูกต้อง เพราะเรือซ่อมเสร็จออกได้ และไปถึงบาร์เซฯเย็น 17 เมษา--แต่การเลื่อนบิน ก็วงแตก แยกเป็น 3 กลุ่ม คุณด้อม-คุณปุ๊ย ได้บิน 19 ไปลงภูเก็ต ส่วนบ้านเอเวอร์กรีนต้องไปขึ้นที่ตุรกี และมิวนิก แต่ 8 คนอลวน ก็โล่งใจหมดปัญหาแล้ว ได้กลับบ้านแน่ และคุยว่าโชคดีในความโชคร้าย ที่ไม่ได้บิน 16 เมษา ไม่งั้นเจอปัญหาน้ำท่วมสนามบินดูไบ เหมือนเพื่อนๆหลายคน จะยุ่งกว่านี้ 18 เมษา ก็ไปสนามบิน ซึ่งเริ่มลางไม่ดีเครื่องดีเลย์ แต่เช็กแล้วว่าสนามบินดูไบเคลียร์แล้ว แต่พอถึงดูไบเที่ยงคืน 18 เมษา ก็เจอ “สนามบินแตก” ผู้คนที่ตกค้างจาก 15-16 ตอนน้ำท่วม นอนกันเต็มพื้น ตอนแรกคิดว่าเราไม่เกี่ยว เพราะทรานสิต 2 ชั่วโมงและมีบอร์ดดิ้งแล้ว แต่มี sms เอมิเรตส์แจ้งเลื่อนเรื่อยๆ สรุปว่าติดอยู่ในเลานจ์บิสซิเนส (ที่แน่นแบบคอยจ้องแย่งเก้าอี้ มาเรียงเพื่อนั่งและนอน รอ 9 ชั่วโมง) จนได้ take off กลับถึงกรุงเทพฯ 19 เมษา ห้าโมงเย็น แล้วพบว่า กระเป๋าที่ Check Through จากบาร์เซฯไม่ตามมา รอ 5 วัน พอมาถึง โสมชบา พบว่าตุ๊กแกยักษ์เซรามิกที่ห่อมาอย่างดี หางหักกุด แฮมสดเสีย ช็อกโกแลตละลาย ติดของในกระเป๋าเลอะ และเคลมประกันไม่ได้เพราะความคุ้มครองสิ้นสุด 17 เมษา--จบทริปชุลมุน.โสมชบาคลิกอ่านคอลัมน์ “ของว่างวันอาทิตย์” เพิ่มเติม