เป็นหนึ่งในนักธุรกิจชั้นนำไม่กี่คนของเมืองไทย ที่พร้อมเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนในทุกเรื่อง นอกจากจะเรียกร้องความเท่าเทียมกันทางสังคมในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง หัวเรือใหญ่แสนสิริ “เศรษฐา ทวีสิน” ยังมักแสดงทัศนะเฉียบคมที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง และอนาคตของเศรษฐกิจไทย ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า “ความหวัง” และ “แรงบันดาลใจ” จะผลักดันทุกสิ่งไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่ออนาคตคนรุ่นหลัง“ผมพูดไว้ว่า ปี 2564 จะเป็น “ปีแห่งความหวัง” และเชื่อว่าที่เราประคับประคองตัวฝ่าวิกฤติมาได้ก็เพราะเรามี “ความหวัง” ช่วยกันกระตุ้นให้ลุกขึ้นสู้ และหาวิธีรับมือความผันผวนต่างๆ แต่ความท้าทายยังไม่จบ ปี 2565 จะเป็น “ปีแห่งการปรับตัว” เพื่ออยู่ให้ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากวิกฤติโควิด และแนวโน้มทางสังคมใหม่ๆ ที่เริ่มก่อตัวและตกผลึกชัดเจนขึ้น ซึ่งมีหลายเรื่องที่เราควรให้ความสนใจ และไตร่ตรองดูให้ดีว่า บทบาทของเราควรเป็นอย่างไร” คนไทยเรียนรู้ อะไรบ้างจากการต่อสู้กับวิกฤติโควิด –19โควิดจะยังไม่หายไปจากโลก!! วัคซีนที่ยังไม่ทั่วถึง, การปลดล็อกดาวน์, การเปิดประเทศ และเปิดการเดินทาง จะทำให้เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลายพันธุ์สร้างคลัสเตอร์ใหม่ๆ ที่ภาคสาธารณสุขทั่วโลกจะต้องปวดหัว แต่เราไม่จำเป็นต้องตระหนกจนเกินไปกับโอมิครอน หรือเชื้อตัวใหม่ๆ เราได้บทเรียนว่าวัคซีนต้องมีให้พอ และช่วยกันอำนวยความสะดวกให้ฉีดวัคซีนได้มากที่สุด คนไทยทุกคนต้องได้รับสิทธิพื้นฐานในการรับการรักษาโรคระบาดอย่างเท่าเทียมกัน มาตรการต่างๆจากภาครัฐต้องเด็ดขาดกระชับเฉพาะจุด ไม่เหมาเข่งเปิดหมด-ปิดหมด ข้อมูลการแพร่ระบาดต้องบริหารจัดการให้โปร่งใส และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนรู้สึกว่าข้อมูลเที่ยงตรง และพร้อมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่รัฐบาลวางไว้ ถ้าทุกฝ่ายสามารถตัดสินใจอย่างรวดเร็วบนข้อมูลเดียวกัน การป้องกันจะมีประสิทธิภาพขึ้นเยอะ มองเห็นโอกาสใหม่ๆอะไรจากวิกฤติครั้งนี้ไหนๆโควิดก็ทำให้สาธารณสุขกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเมืองไทยก็ทำได้ไม่เลวในสายตาต่างชาติ เราควรถือโอกาสนี้พัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี, การผลิต และการวิจัยทางสาธารณสุขในอาเซียน เช่น ที่ดินที่กรมธนารักษ์ดูแลอยู่มีเป็น 10 ล้านไร่ เลือกมาทำเขตโซนนิงเศรษฐกิจพิเศษบ้างก็ดี ลงทุนทำระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เอาแล็บวิจัยมาทำกันที่นี่ มีสิทธิพิเศษต่างๆทางภาษีสำหรับ SME ด้านการแพทย์สาธารณสุข พร้อมตั้งเป้าให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลคัดเลือกสตาร์ตอัพด้าน health tech ที่น่าสนใจ แล้วจัดงบประมาณส่วนกลางช่วยลงทุน อยากเห็นเศรษฐกิจไทยพลิกฟื้นจากวิกฤติโควิดให้เร็วที่สุด มีข้อเสนอแนะอย่างไรเรื่องเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินการคลังต้องปรับตัวตลอดเวลาในยุคนี้ ใกล้เลือกตั้งแล้ว ผมเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ยังไงก็ต้องมา เวลานี้เราต้องการเม็ดเงินที่เอามาใช้ลงทุนในประเทศ เพื่อสร้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจเยอะมาก เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศรวมสูงถึง 8.17 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก คิดเป็น 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น แสดงให้เห็นถึงสถานภาพการเงินที่แข็งแกร่ง เพดานหนี้สาธารณะที่ขยายไปถึง 70% ยังเปิดโอกาสให้รัฐบาลกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกกว่า 1 ล้านล้านบาท รีบจัดทำแผนการกู้และการใช้งบให้ชัดเจน ตอนนี้หากรัฐจะกู้เงินมาเยียวยาประเทศ ดอกเบี้ยก็ต่ำเพียง 1-3% ถ้าใช้ถูกทางจะกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล เมื่อภาคธุรกิจมีรายได้ ประชาชนมีกินมีใช้ รัฐเก็บ VAT จากการขายสินค้าและจับจ่ายใช้สอย 7% นำเงินเข้าประเทศได้อีกมาก ยังไงหักกลบลบหนี้แล้วก็คุ้มค่า คืนเงินกู้ได้แน่นอน แถมมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อได้ บทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลกควรวางยุทธศาสตร์ไปทางไหนการเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ปีนี้มี 2 วาระใหญ่ คือ เลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯช่วงปลายปี และการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จะพูดถึง “ประชาธิปไตยแบบจีน” โดยทั่วโลกจับตาว่าระบบการเมืองแบบไหนจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง, การเติบโตทางเศรษฐกิจ และนวัตกรรมใหม่ๆที่เศรษฐกิจโลกต้องพึ่งพิง ประเทศไทยหนีไม่พ้นต้องหาพี่ใหญ่ช่วยประคองกันไปทั้งระยะสั้นและยาว ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศของไทยใน 2-3 ปีข้างหน้าสำคัญมาก เรามีแต้มต่อด้านที่ตั้งของประเทศ กระทรวงการ ต่างประเทศควรเอาตัวเองออกจากกรอบเกมการเมืองในประเทศ สร้างยุทธศาสตร์แห่งชาติที่สอดคล้องร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างก็ได้ เพราะการเหยียบเรือสองแคมอาจเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ถ้าเราเดินหมากถูก ควรโฟกัสเรื่องอะไรถึงจะโดนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมสำคัญมากสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของคนรุ่นใหม่ หลังการประชุม COP26 เชื่อว่าหลายฝ่ายจะหันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม และการลดอุณหภูมิโลก ไทยเราปักหมุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2608 ซึ่งยังอีกนาน ตอนนี้เราควรช่วยกันสร้างโรดแม็ปที่ชัดเจนในระยะสั้นก่อนดีกว่า ปัดฝุ่นกฎหมายใหม่บังคับใช้ใน 1-2 ปี, ลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าให้เร็วที่สุด และให้อัตราภาษีพิเศษสำหรับธุรกิจที่สนับสนุนพลังงานสะอาด ถ้ามีแอ็กชันเกิดในรัฐบาลชุดนี้ก็จะง่ายต่อการส่งไม้ต่อให้ผู้บริหารประเทศยุคถัดไปหยิบมาต่อยอด อีกเรื่องที่ควรโฟกัสคือ การสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นความหวังและแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ให้เดินไปข้างหน้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงแหล่งลงทุนใหม่อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องมีเงินเยอะ หรือมีเส้นสาย มาตรการเก็บภาษีคริปโตฯเป็นการดับฝันพวกเขาที่จะสร้างฐานะเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ดูเหมือนคุณเศรษฐาจะให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก?นี่คือวาระแห่งชาติ ถ้าอยากให้โรดแม็ปเป็นรูปเป็นร่างเร็วขึ้น ควรจัดโปรแกรมเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับธุรกิจสีเขียว เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ตราสารหนี้ธุรกิจสีเขียวตั้งเป้าไว้เลยปีละ 1 แสนล้านบาท แล้วแบ่งเค้กแต่ละธนาคารรับไปตามสัดส่วน ต้องปล่อยให้ได้ตามเป้า ดอกเบี้ยตรงนี้รัฐบาลยอมอุดหนุนเงินให้ 3% เป้าแสนล้านบาทคิดเป็นเงินแค่ 3 พันล้านบาท ให้สิทธิใครมาก่อนได้ก่อน ตลาดหลักทรัพย์มีหน้าที่ผ่อนผันเงื่อนไขการเข้าตลาดสำหรับธุรกิจกลุ่มนี้ ที่ต้นทุนสูงและกำไรต่ำ จากที่ตั้งเงื่อนไขต้องกำไร 30-50 ล้านบาท ลดเหลือ 10-15 ล้านบาท บริษัทขนาดเล็กจะได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น เรื่องความเท่าเทียมกันทางสังคมที่ต่อสู้มาตลอดคืบหน้าแค่ไหนอย่าให้ความได้เปรียบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกมานานทำให้เราชินชากับ “ความไม่เท่าเทียม” และไม่พยายามแก้ไข เศรษฐีไทยที่มั่งคั่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีกว่า 50 คน แต่รายได้จากภาษีมรดกปีที่แล้วเก็บได้ 158 ล้านบาท นับว่าน้อยมาก ควรปรับเพดานจากที่ต้องเสียภาษีมรดกให้กับส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ปรับลงมาเป็นเก็บส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท และเพิ่มอัตราภาษีขึ้นไปอีกจาก 10% เป็น 20-25% ผู้ที่ได้เปรียบคนอื่นต้องลดละจากความคิดกินรวบ แล้วหันมาช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เพื่อสร้างระบบนิเวศทางสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่านี้ เรื่องความเข้าใจในความหลากหลายของกลุ่มคนก็สำคัญ เราไม่ควรลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานการแสดงออกในทางเหมาะสมของคนไทยทุกคน ขอคาถาเราต้องรอดไปด้วยกัน ในแบบฉบับ “เศรษฐา ทวีสิน”ปี 2565 เราทุกคนจะมองหา 3 สิ่งคือ ความหวัง, แรงบันดาลใจ และกำลังใจจากรอบตัว ทุกภาคส่วนต้องออกมาช่วยกันบ่มเพาะ 3 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้น รัฐบาลมีหน้าที่สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจที่เหมาะสม เมื่อนโยบายประเทศชัดเจนก็ส่งไม้ต่อให้คนแข็งแรงกว่าช่วยทำหน้าที่ส่งเสริมผู้ที่อ่อนแอกว่าให้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ต้องยอมรับว่าการกระจุกตัวของความมั่งคั่งยังอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม เจ้าสัวต่างๆต้องเปลี่ยนมุมมองตัวเอง ต้องทำความเข้าใจว่าความเจริญรุ่งเรืองของคนไม่กี่กลุ่มจะไม่ได้สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกินดีอยู่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว ต้องเลิกคิดกินรวบ และหาแนวทางดำเนินธุรกิจที่แบ่งปันความมั่งคั่งมากขึ้น ถือเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะช่วยกันสร้างปี 2565 ให้เป็นปีที่ส่งเสริมความสุขโดยรวมของคนไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตประเทศไทยหลังวิกฤติโควิด.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ