ย้อนกลับไปเมื่อ 35 ปีก่อน การเต้นแอโรบิกในเมืองไทยยังไม่แพร่หลายไปทั่วทุกมุมเมืองเหมือนในปัจจุบัน โดยแรกเริ่มมีเฉพาะที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง ยังไม่แพร่หลายออกไปตามสวน สาธารณะและแหล่งชุมชนเหมือนทุกวันนี้ โดยคนที่นำเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นคนแรกๆ คือแหม่มชาวออสเตรเลีย แหม่มท่านนี้ได้ถ่ายทอดวิชา ให้ลูกศิษย์คนไทย 2 คน คือ “ครูวรรณศิริ” และ “ครูอ้อย” ซึ่งทั้งสองท่านได้นำความรู้มาเผยแพร่ต่อ และสร้างครูแอโรบิกรุ่นใหม่ๆขึ้นมาอย่างต่อเนื่องซึ่งหนึ่งในผู้สืบทอดตำนานแอโรบิกคนสำคัญ ที่มีส่วนผลักดันให้แอโรบิกกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตของคนไทยทุกเพศทุกวัยก็คือ“ครูชีพ–สมชาย ปิยะคง”“สมัยแรกๆที่ศูนย์เยาวชนไทย–ญี่ปุ่นมีคนมาเต้นแอโรบิกวันละ 200 คน บรรยากาศคึกคักมาก สนามนั้นเต้นกันทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ แต่คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นมองว่าการเต้นแอโรบิกเป็นกิจกรรมของผู้หญิง แทบไม่มีผู้ชายแท้ๆมาเต้นแอโรบิก มีผมเป็นผู้ชายแท้กลุ่มแรก ตอนนั้นผมเริ่ม จากการเป็นสมาชิกธรรมดาๆ เริ่มไปเต้นที่ศูนย์เยาวชนไทย–ญี่ปุ่น ตอนปี 2537 เพราะชอบ ออกกำลังกาย “ครูวรรณ” เห็นแววจึงชักชวนให้ไปอบรมเป็นวิทยากรสอนแอโรบิก และได้ขึ้นเวทีตอนปี 2539 ในรุ่นเดียวกับผมที่ฝึกอบรมมาด้วยกันมีประมาณ 13 คน แต่ทุกวันนี้แทบไม่เหลือใครแล้วที่ยังอยู่ในวงการ”...ครูชีพบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นการสร้างตำนาน การเต้นแอโรบิกแพร่หลายจากศูนย์กีฬาไปสู่สวนสาธารณะได้อย่างไรเป็นไอเดียของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในยุคนั้น คือ “คุณพิจิตต รัตตกุล” ที่อยากกระตุ้นให้คนกรุงเทพฯลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ จึงคิดขยายการเต้นแอโรบิกไปตามสวนสาธารณะ ในปี 2540 จึงเกิดกิจกรรมแอโรบิกในสวนสาธารณะใหญ่ๆทั่วกรุงเทพฯ คือ สวนจตุจักร, สวนสันติภาพ, สวนเบญจสิริ และสวนลุมพินี กว่าจะมาเป็นครูแอโรบิกได้ต้องผ่านการฝึกเข้มขนาดไหนในทีมของผมมีครูแอโรบิกอยู่ 20 คน ซึ่งถือเป็นทีมใหญ่ที่สุดแล้วในปัจจุบัน ดูแลการจัดกิจกรรมแอโรบิกในพื้นที่สวนจตุจักร, สวนรถไฟ และสวนเบญจสิริเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นก็มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาติดต่อให้ไปจัดกิจกรรมแอโรบิกเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น กระทรวงพลังงาน และช่อง 7 HD ใครจะมาเป็นครูแอโรบิกได้ต้องผ่านการอบรมอย่างเข้มงวด และมีใบวุฒิบัตรกันทุกคน ไม่งั้นผมไม่ปล่อยให้ขึ้นเวทีนำสมาชิก สมัยก่อนผมเข้มงวดกว่านี้อีก บางคนฝึก 2 ปียังไม่ได้ขึ้นเวที แต่บางคนฝึกแค่ 7-8 เดือนได้ขึ้นเวทีแล้ว มันอยู่ที่ทักษะของแต่ละคน ถ้าคนไม่ท้อและยอมแก้ไขท่าตามที่แนะนำ ผมก็จะให้โอกาส ไม่รีบเร่ง อาจให้ลองขึ้นเวทีทดสอบดูก่อน ถ้ายังไม่โอเค ก็ต้องลงมาปรับท่าจนกว่าจะได้ เมื่อผ่านการทดสอบขั้นต้น ค่อยส่งไปอบรมที่ศูนย์ไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเปิดทุกปี เพื่อสอบใบวุฒิบัตร จึงจะสามารถขึ้นเวทีนำสมาชิกเต้นแอโรบิกได้ ใครไม่มีวุฒิบัตรไม่มีสิทธิ์จับไมค์และขึ้นเวทีเด็ดขาด อันนี้เป็นกฎเหล็กเลย นอกเหนือจากเป็นครูแอโรบิก หลายคนอยากรู้ว่าชีวิตจริงของ “ครูชีพ” ทำอาชีพอะไรอาชีพจริงของผมคือ “วิชวล เมอร์แชนไดซิ่ง” ของบริษัทอาดิดาส ดูแลการตกแต่งหน้าร้านให้สวยงาม ทำยังไงให้ลูกค้าเห็นภาพลักษณ์ของอาดิดาสเวลาเดินเข้าไปในร้าน และเป็นคนเทรนพนักงานขายในร้าน เวลาทำงานของผมคือ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น วันไหนมีสอนแอโรบิกก็ต้องรีบบึ่งมาจากออฟฟิศแถวถนนวิทยุ เพื่อปฏิบัติหน้าที่บนเวทีในเวลา 6 โมงเย็น ถามจริงๆนะคะเป็นครูแอโรบิกสามารถยึดเป็นอาชีพได้ไหม รายได้พอเลี้ยงตัวเองหรือเปล่าสมัยก่อนตอนยุคท่านพิจิตต ได้ค่าสอนวันละ 500 บาท แต่มาในยุค “คุณสมัคร สุนทรเวช” ลดค่าวิทยากรแอโรบิกลงครึ่งหนึ่ง เหลือวันละ 250 บาท ซึ่งยังไงก็ไม่เพียงพอในการประทังชีวิตหรอก แต่ละคนจึงต้องมีงานประจำเพื่อ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง น้องๆในทีมของผมมีหลากหลายอาชีพมาก มีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย, พนักงานบริษัท, เซลส์ ไปจนถึงเจ้าของร้านเสริมสวย ห้างฯโลตัสเคยติดต่อมาให้ทีมเราไปจัดกิจกรรมแอโรบิกให้ 10 สาขา แต่ให้เราตั้งกล่องเก็บเงินเอง ผมจึงปฏิเสธไป เพราะคิดว่าเรามีเกียรติ เราเป็นครูไม่ใช่ขอทาน!! ผมเคยคิดเลิกหลายครั้ง แต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับและคิดถึงความทุ่มเทของครูแอโรบิกทุกคน ผมจึงกัดฟันสู้ต่อ มันเป็นความผูกพันมานานระหว่างครูกับสมาชิก อะไรทำให้แอโรบิกมีความร่วมสมัย และยังได้รับความ นิยมมาถึงทุกวันนี้การเต้นแอโรบิกเป็นการออกกำลังกายที่ได้คนส่วนเยอะในพื้นที่จำกัด ได้ประโยชน์ทั้งปอด, กล้ามเนื้อแขน, กล้ามเนื้อขา และระบบหัวใจ ถ้าเทียบกับการวิ่ง จะได้เฉพาะปอด, หัวใจ และกล้ามเนื้อขา ส่วนกล้ามเนื้อแขนได้น้อย ที่สำคัญแอโรบิกจะเน้นเรื่องสมาธิ สังเกตว่าทุกคนที่มาเต้นจะต้องมีสมาธิกับจังหวะและเสียงเพลง ในเวลาแค่ 40-45 นาที จะได้ออกกำลังกาย ครบทุกส่วน กระนั้น ถ้าคนไม่รู้จักระวังตัวก็อาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะการกระแทกที่ข้อเข่าและข้อเท้า คนที่มาใหม่ๆ จึงแนะนำให้เต้นแบบซอฟต์ๆก่อน หลักการเต้นแอโรบิกก็คล้ายกับการเรียนเต้นรำ คือขาต้องสัมพันธ์กับจังหวะเสียงกลองให้ได้ก่อน บางคนแขนไปก่อนขา มันก็เลยไม่สามารถที่จะเต้นได้ หลายๆครั้งที่มีสมาชิกมาใหม่ ผมจะแนะนำว่าให้เน้นจังหวะขาที่ถูกต้องก่อน แล้วค่อยมาจับจังหวะของแขน สมาชิกที่มาเต้นแอโรบิกในยุคหลังๆ เปลี่ยนจากยุคแรกเริ่มไปมากไหมสมัยก่อนมีแต่ผู้หญิงวัยทำงานเป็นหลัก อายุ 25-55 ปี แต่ระยะหลังมานี้เริ่มมีเด็กๆวัยรุ่น, ผู้ชายแท้ และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนวัยเกษียณ เยอะขึ้นมาก นอกจากจะได้ออกกำลังกาย ทำให้เลือดสูบฉีดทั่วร่างกายแล้ว ลุงป้าน้าอาที่มาเต้นแอโรบิกทุกวันยังมีชีวิตชีวาและหายเหงาด้วย เพราะได้มาพูดคุยกับเพื่อนสมาชิก ผมเชื่อว่าคนที่ออกกำลังกายมักจะแก่ช้า และถ้าออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำร่างกายให้แข็งแรง รับรองว่าจะสามารถต่อสู้กับโรคร้ายได้แน่ๆ ช่วง 22 วัน ที่ กทม.สั่งให้ปิดห้างฯ และหยุดกิจกรรมหลายอย่างที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งรวมถึงกิจกรรมแอโรบิกในสวนสาธารณะ ผมและทีมงานก็ได้จัดทำยูทูบขึ้น เพื่อให้สมาชิกชมรมแอโรบิกได้ออกกำลังกายในช่วงที่ต้องเก็บตัวอยู่บ้าน โดยสามารถเสิร์ชเข้าไปที่ “แอโรบิกทีมครูชีพ” เต้นต้านโควิด-19คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มา 24 ปี อะไรคือรางวัลแห่งความทุ่มเทปีนี้ผมอายุ 56 แล้ว เป็นครูสอนแอโรบิกมาตั้งแต่หนุ่มๆ ผมจะบอกน้องๆเสมอว่า การเป็นครูแอโรบิกเป็นงานที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี เราต้องภูมิใจในความเป็นครู หน้าที่ของเราคือการเสียสละเพื่อสังคม ทำให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ได้ทำเพื่อหวังร่ำรวยอะไร แต่มันสุขใจยิ่งกว่าเวลาได้ยินคนเรียกเราว่าครู!!ทีมข่าวหน้าสตรี