“การปรุงตำรับยาไทย” ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่สะท้อนภูมิปัญญาบรรพบุรุษโดยแท้ ต้องปรุงจากเครื่องยาหลายๆอย่างรวมกัน โดยตัวยาแต่ละอย่างในตำรับทำหน้าที่แตกต่างกันไป มีทั้งที่เป็น “ตัวยาหลักแสดงฤทธิ์” และ “ตัวยารอง” ช่วยทำหน้าที่เสริมฤทธิ์, ลดความเป็นพิษของตัวยาหลัก หรือแม้กระทั่งช่วยให้เจริญอาหาร และเร่งการขับถ่ายของเสียในร่างกาย หากจะได้ชื่อว่าเป็นตำรับยาที่ดีมีสรรพคุณแก้โรคได้ดังประสงค์ จะต้องมีตัวช่วยปรุงแต่งสีรสกลิ่น และน้ำกระสายยาชนิดต่างๆครบสูตรด้วย ตำรับยาไทยที่ดีจึงมิใช่การมุ่งเน้นเป็นยาเดี่ยวที่สกัดเอาเฉพาะตัวยาสำคัญ เพื่อให้แสดงฤทธิ์ตามแบบยาสมัยใหม่ ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงมาก ถ้าพูดถึง “ตำรับยาไทย” คงไม่มีตำรับใดจะวิเศษเท่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่โบราณ ที่สืบทอดมาตั้ง แต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา และยังคงได้รับความนิยมมาถึงยุครัตนโกสินทร์ ในตำราพระโอสถดังกล่าวประกอบด้วยตำรายาไทยถึง 81 ตำรับ บันทึกไว้โดยแพทย์หลวง 9 นาย ที่ทำหน้าที่ปรุงพระโอสถถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่างปี พ.ศ.2203-2230 ตำรายาไทยฉบับนี้เดิมจารไว้เป็นคัมภีร์ใบลาน 1 ผูก ต่อมาได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้มีการคัดลอกตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในโอกาสต่างๆอีกหลายครั้งหลายครา รวมถึงการนำมาจัดทำเป็นหนังสือ “คำอธิบาย ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ฉบับเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 โดยถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำคำอธิบายอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้คนไทยยุคใหม่อ่านคัมภีร์โบราณได้อย่างเข้าใจยิ่งขึ้นเนื่องจากมีการบันทึกไว้อย่างมีแบบแผน “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” จึงกลายเป็นตำราการแพทย์และเภสัชกรรมแผนไทยที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติไทย ถ่ายทอดให้เห็นถึงโรคภัยที่เกิดขึ้นในราชสำนักสมัยกรุงศรีอยุธยา ตลอดจนสภาพความเจ็บป่วยของประชาชนในอดีต สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.2199 ถึง พ.ศ.2231 ทว่า ตำราพระโอสถที่แพทย์ปรุงถวาย และมีการบันทึกไว้ ส่วนมากจะอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2202 มีเพียงยาขนานเดียวที่ระบุว่าปรุงขึ้นถวายในปี พ.ศ.2230 อันเป็นช่วงปลายแผ่นดิน บ่งชี้ว่าตำราดังกล่าวอาจรวบรวมขึ้นภายหลังสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำราพระโอสถพระนารายณ์ได้กล่าวถึงสมุฏฐานแห่งโรคและการประกอบยา ถอดความได้ว่า แพทย์ไทยโบราณถือว่าร่างกายมนุษย์ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน, น้ำ, ลม และไฟ หากธาตุทั้งสี่ไม่สมดุลกันเมื่อไหร่ ก็จะทำให้เกิดโรคเมื่อนั้น ในตำราได้เตือนแพทย์ให้ศึกษาถ่องแท้ทำความเข้าใจเรื่องธาตุทั้งสี่ อันจะเป็น ต้นเหตุแห่งโรค ขณะเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาประกอบกับสมุฏฐานอื่น ได้แก่ ฤดูเดือน, วันเวลา, อายุ และที่อยู่ที่เกิดของผู้ป่วย เพื่อให้รู้กำเนิดของโรค ทั้งยังต้องรู้จักตัวยาแต่ละชนิดอย่างลึกซึ้งเสียก่อน จึงจะสามารถปรุงยาและวางยาให้ถูกกับโรค มีการอุปมาอุปไมยว่า หากวางยาได้ถูกกับโรค โรคก็จะกลัวยา เสมือนกาเห็นธนูฉันใดฉันนั้น แต่ถ้าให้ยาผิดไม่ถูกกับโรค ก็ไม่แคล้วเป็นอสรพิษทำให้โรคกำเริบ หรืออาจถึงแก่ชีวิต!! ในตำราได้สรุปหลักการสำคัญเพื่อแก้ความผิดปกติของธาตุไว้ว่า ถ้า “ธาตุไฟ” พิการ ให้ประกอบยารสขม, รสเผ็ด และรสฝาด หาก “ธาตุน้ำ” พิการ ควรประกอบยารสขม และรสหวาน กรณีเกิดความผิดปกติกับธาตุลม ให้แก้ด้วยยารสขม และรสเย็น เป็นต้น “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ที่เลื่องชื่อเป็นที่ยอมรับในสรรพคุณสุดวิเศษ มีตั้งแต่ “ยาศุขไสยาศน์” เป็นยาขนานที่ 44 มีสรรพคุณครอบจักรวาลแก้ได้สรรพโรค กินแล้วทำให้มีกำลังวังชา, กินข้าวได้, นอนหลับสบาย ส่วน “ยาหอมดุม” เป็นยาแก้ไข้สันนิบาตชนิดรุนแรง, ร้อนใน, เจ็บตามข้อ, เหงื่อออกมาก, เจ็บในอก, วิงเวียนศีรษะ, หนาวสั่น, เซื่องซึม, เหม็นเบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ ขณะที่ “ยาทิพกาศ” ซึ่งเป็นยาขนานที่ 43 แก้อาการนอนไม่หลับ, ตกเลือด, ตกหนอง และลงแดง มีตัวยาหลักเป็นใบกัญชาถึง 16 ส่วน ตัวยารองเป็นฝิ่น 8 ส่วน และการบูร 4 ส่วน ตามด้วยเครื่องยาอื่นๆอีกอย่างละส่วน ได้แก่ ยาดำ, เทียนดำ, ลูกจัน, ดอกจันทน์, กระวาน และพิมเสน หน้าที่ของกัญชาและฝิ่นคือ ช่วยให้กินข้าวได้ นอนหลับสบาย ไม่เจ็บปวดทรมาน จากตำราทำให้สันนิษฐานได้ว่าเด็กๆสมัยก่อนคงเป็น “โรคตานขโมย” กันมาก อันเกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ซูบซีดผอมแห้งแรงน้อย, ศีรษะโต และพุงโร จึงมีการปรุงตำรับแก้โรคท้องรุ้งพุงมานขึ้นเฉพาะ ใช้ชื่อว่า “ยาจิตรการิยพิจรูญ” ประกอบด้วยเครื่องยาถึง 25 อย่าง หลายตำรับยังมุ่งเน้นแก้เส้นอัณฑพฤกษ์ อันเกิดจากความผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ ไม่ว่าจะเป็น “ยามหามาตลุงเกษี” หรือ “ยามหาจุลทิพย์” ล้วนแต่สำแดงฤทธิ์ในการแก้เส้นอัณฑพฤกษ์ อันแล่นจากท้องน้อยไปถึงบั้นเอวทั้งสองข้าง แล้วแล่นไปที่โคนลิ้น ทำให้เกิดอาการมึนตึง, หอบ, ง่วง และวิงเวียน แค่ชื่อก็กินขาดแล้วเห็นจะเป็น “ยาแก้วหาค่ามิได้” ประกอบด้วยยา 4 ขนาน ตามตำราบันทึกว่า “ยานี้ประเสริฐนัก เว้นแต่กรรมได้กระทำมาแต่บุรพชาติโน้น จึงจะมิหายแล” สามารถแก้โรคได้สารพัด ทั้งแก้พยาธิในลำไส้, แก้ไข้จับสั่นเรื้อรัง, แก้ท้องมาน, ม้ามโต, ลมจุกเสียด, ลมกระษัย, ริดสีดวง และสตรีที่ขาดระดู ขับเคี่ยวกันในฐานะโอสถทิพย์ต้องยกให้ “ยามหาวัฒนะ” ที่ตำราบันทึกว่า สามารถใช้แก้ฉันนวุตติโรค 96 ประการ กับความไม่สบายทั้งหลายทั้งปวง กระนั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่า โรคทั้ง 96 ประการ ประกอบด้วยอะไรบ้างภูมิปัญญาบรรพบุรุษของเราช่างอัศจรรย์แท้!!อาคีรา