รัฐมนตรีสาธารณสุขทั้งสอง หลังจากใช้หลักการทางพระพุทธศาสนาด้วย โยนิโสมนสิการ ทบทวนปัญหา สาเหตุแห่งปัญหา และแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาทั้งในกรุงเทพมหานคร และการสนทนา กับข้าราชการในวงการ ข้าราชการภายนอกกระทรวง ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค พร้อมทั้งท่านสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นเวลายาวนานพอควรแก่กรณี เพื่อให้ได้ความเป็นไปได้ คือ สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ หรือ การเข้าใจชอบเราทั้งสองไม่มีเจตนาจะสร้างความเดือดร้อนแก่ท่านผู้ใดเลย แต่หน้าที่ชั่วคราวทำให้ เราทั้งสองต้องตัดสินใจร่วมกันดำเนิน การตามครรลองแห่งประชาธิปไตย เพื่อความสุขของพี่น้องประชาชน เมื่อแสงทองส่องฟ้าอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินหลังตุลาคม 2516 เป็นต้นมา โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2516 คณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย1.นายแพทย์สมบูรณ์ วัชโรทัย (ประธาน) 2.นายแพทย์มนัสวี อุณหนันทน์ 3.นายแพทย์น่วม เศรษฐจันทร 4.ผู้แทนกรมการแพทย์และอนามัย (จำนวนอย่างน้อย 2 นาย) 5. ผู้แทนกรมส่งเสริมสาธารณสุข (จำนวนอย่างน้อย 2 นาย) 6.ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (จำนวนอย่างน้อย 2 นาย) 7.นายแพทย์อำนวย อุทชังกร 8.นายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ 9.นายแพทย์อุทัย สุดสุข10.นายแพทย์ยุทธนา ศุขสมิติ (เลขานุการ) 11.นายแพทย์ดำรงค์ บุญยืน (ผู้ช่วยเลขานุการ)ให้คณะทำงานนี้ มีหน้าที่พิจารณาปรับปรุงส่วนราชการ การทำงานได้ปรับปรุงหารือรวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง ใช้เวลาการประชุมทั้งสิ้น 25 ชั่วโมง และในที่สุดก็ได้เสนอรูปแบบบริหารงานแก่ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2516 ลักษณะของผังการบริหารงาน มี 3 รูปแบบให้เลือก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เชิญปลัดกระทรวงฯ อธิบดีและรองอธิบดีทุกกรม กรมละ 1 คนประชุมพิจารณาข้อเสนอของคณะทำงาน ในที่สุดกระทรวงสาธารณสุขได้ตัดสินใจเสนอข้อปรับปรุงและจัดส่วนราชการใหม่ยังคณะรัฐมนตรีพร้อมทั้งรายละเอียดคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2517 มีมติรับหลักการ และให้ส่งให้คณะที่ปรึกษาระเบียบราชการของนายกรัฐมนตรี และกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้นำเสนอสภานิติบัญญัติ เป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้ตราออกใช้ มีนัยความมุ่งหมายตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2517 ข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติก็ได้วิจารณ์การปรับปรุงส่วนราชการครั้งนี้ ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของปุถุชนหนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวและบทความวิพากษ์ วิจารณ์การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนวงการต่างๆ พร้อมทั้งนิสิต นักศึกษา ก็ให้ความสนใจในวงการเมืองแบบประชาธิปไตยก็ได้มีการ “หาเสียง” เพื่อขอความสนับสนุนจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ โดยทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน สมาชิกสภานิติบัญญัติต่างได้รับเอกสารเพื่อประกอบการชี้แจงในสภาฯ เป็นจำนวนหลายกิโลกรัม นับว่า เป็นประวัติศาสตร์ของการสาธารณสุขของประเทศไทย อันควรแก่การศึกษาและค้นคว้าโดยอนุชนต่อมาเนื้อหาสำคัญที่เน้นให้เห็น ก็คือ การกระจายอำนาจการบริหารงานให้บริการไปยังภูมิภาค ซึ่งหลักการอันนี้ยังไม่เคยมีหน่วยงานใดในประเทศไทยเคยริเริ่มมาก่อนเลย บางท่านว่าล้ำหน้าเกินไป และบางท่านเห็นชอบด้วยเหตุผลและระยะเวลาหลังจาก 14 ตุลาคม 2516 เกิดขึ้นแล้ว กระทรวงอื่นใดเห็นดีก็อาจจะนำไปใช้ก็ได้ รัฐบาลชุดที่ 33 ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ลาออกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2517 เหตุที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ต้องตัดสินใจลาออก เพราะการอภิปรายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ท้วงติงและเร่งเร้าการบริหารของรัฐบาล ว่าล่าช้าไม่ทันความต้องการของความเห็นรุ่นใหม่หลัง 14 ตุลาคม คำพูดในการอภิปรายบางคำเลย ระดับแห่งความเป็นครูและศิษย์ เมื่อความอดทนของท่านหมดลงท่านจึงลาออกจากการเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่พระราชทานมาในค่ำคืนวันที่ 14 ตุลาคม 2516ระหว่างที่ยังมิได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐบาลเก่าจึงต้องรักษาการต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่แผนของกระทรวงสาธารณสุขได้มีการปรับปรุงส่วนราชการใหม่ ที่รอการพิจารณาของสภา นิติบัญญัติก็ค่อยๆหรี่ลงรัฐบาลชุดที่ 34 ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ กลับได้รับคะแนน นิยมจากสภานิติ-บัญญัติแห่งชาติ ให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2517 มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและรัฐมนตรีช่วยว่าการในหลายกระทรวง รัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข คงเดิมในรัฐบาลใหม่นี้ รัฐบาลชุดใหม่จึงกลายเป็นรัฐบาลที่สภานิติบัญญัติสนับสนุนขึ้นมา ฉะนั้นสภาฯคงจะได้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงและจัดส่วนราชการ กระทรวงสาธารณสุขได้เร็วขึ้นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าแพทย์ทั่วประเทศ จะเดินทางมาพบรัฐมนตรีเพื่อคัดค้าน และก็ปรากฏว่าพยาบาลผดุงครรภ์ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 600 คน มาสนับสนุน เราทั้งสองคนก็ใช้ความอดทนต่อการแสดงออกด้วยสันติธรรมอยู่โดยตลอดสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เช่น กลุ่ม 99 ก็ได้เชิญให้เราทั้งสองคนไปชี้แจงนอกสภาฯถึง 3 ครั้ง ศูนย์นิสิตนักศึกษาแพทย์ก็ได้เชิญให้ไปชี้แจงรายละเอียดเป็นแบบฉบับของการปกครองแบบประชาธิปไตยในที่สุดวันแห่งการรอคอยในการพิจารณาในวาระที่ 1 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2517 ซึ่งปรากฏผลด้วยวิธีการออกเสียง โดยวิธีลงคะแนนลับผลการลงคะแนน มีผู้เห็นด้วย 117 เสียง ไม่เห็นด้วย 20 เสียง ไม่ออกเสียง 5 เสียงจึงได้มีการตั้งกรรมการวิสามัญ รวม 15 คน เพื่อทำการแปรญัตติภายใน 7 วันกรรมาธิการวิสามัญ ได้กำหนดการประชุม ในวันพุธที่ 24 กรกฎาคม 2517 เวลา 09.30 น. มีผู้ขอแปรญัตติ 1 ราย แต่ไม่ปรากฏตัวในที่ประชุมจึงเป็นอันตกไปวันที่ 8 สิงหาคม 2517 เป็นวัน D-DAY ของร่างพระราชบัญญัติ ที่สภานิติบัญญัติ ในวาระที่ 2 และที่ 3 เมื่อได้มีการอภิปรายกันพอสมควรแล้ว พลเอกสำรัญ แพทยกุล รองประธานสภาคนที่หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ประธาน ได้ขอให้ลงมติวาระที่ 2 และที่ 3 ด้วย การลงคะแนนลับตามที่มีผู้ขอยื่นครบจำนวนตามข้อบังคับ ผลของการลงคะแนน ปรากฏว่าสมาชิกฯรับพระราชบัญญัติในวาระที่ 3 ด้วยคะแนนเห็นด้วย 155 เสียง ไม่เห็นด้วย 27 เสียง ไม่ออกเสียง 5 เสียงเป็นอันว่ากระทรวงสาธารณสุขจะได้มีการบริหารราชการตามการขอจัดการส่วนราชการใหม่ ดังผังส่วนราชการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2517 และการจัดส่วนราชการในปัจจุบันแทนที่จะมีการควบรวม บูรณาการโครงสร้างและหน้าที่กลับเป็นการเพิ่มหน่วยงานและรวมอำนาจสู่ส่วนกลางอย่างเต็มรูปแบบ.หมอดื้อ