ในที่สุดปริศนาที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ เรื่องของพฤติกรรมรักร่วมเพศ ซึ่งเคยเชื่อกันว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมในระดับยีน ก็ได้รับการไขปริศนาแล้วว่า เป็นเพียงความเชื่อล้าสมัยที่ไม่มีอยู่จริงผลการวิจัยโดยทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science ล่าสุด เปิดเผยผลการศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมครั้งใหญ่กับกลุ่มประชากรเกือบ 500,000 คน ยืนยันว่า พฤติกรรมรักร่วมเพศโดยเฉพาะ “เกย์” ที่เคยเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมระดับยีนที่ทำหน้าที่กำหนดให้มนุษย์มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน...ไม่มีจริง!งานวิจัยซึ่งอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมหรือจีโนมของสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอของบุคคลวัยผู้ใหญ่ที่ถูกสำรวจรวมกว่า 477,000 คน ทั้งในสหรัฐฯและอังกฤษ ซึ่งเกือบ 27,000 คนมีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน ควบคู่กับการตอบแบบสำรวจ บ่งชี้ถึงความซับซ้อนของปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เช่น สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพันธุกรรมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมรักเพศเดียวกันราว 8-25%การศึกษาครั้งนี้ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมจำนวนมากที่ได้จากคลังข้อมูลชีวภาพของสหราชอาณาจักร (UK Biobank) และจากฐานข้อมูลของบริษัท 23andMe ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นธุรกิจรับตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอให้กับบุคคลทั่วไป เปรียบเทียบข้อมูลทางพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงประมาณ 4% ซึ่งบอกว่าเคยมีประสบการณ์ทางเพศกับคนเพศเดียวกันมาแล้ว กับข้อมูลทางพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด พบว่ากลุ่มที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีความผันแปรทางพันธุกรรมที่แตกต่างจากคนทั่วไป (genetic variations) ในยีนอย่างน้อย 5 ตัว แต่ยีนที่มีความผันแปรเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมรักเพศเดียวกันในทางอ้อม เช่น การรับรู้กลิ่นและการผลิตฮอร์โมนเพศ แต่ไม่มียีนตัวไหนที่มีอิทธิพลต่อการเป็นคนรักเพศเดียวกันโดยตรง...แม้ผลวิจัยพบการแปรผันทางพันธุกรรม 5 จุดในกลุ่มคนที่มีคู่รักเพศเดียวกันมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งอาจมีผลต่อพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน แต่ไม่มียีนเกย์ตัวใดเพียงตัวเดียวที่จะส่งผลให้มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน หรือช่วยให้ทำนายได้ว่าใครเป็นเกย์ ผลการวิจัยยืนยันว่า ยีนที่มีความผันแปรดังกล่าวมีโอกาสจะทำให้เกิดพฤติกรรม รักเพศเดียวกันได้แค่ 1% เท่านั้น และปัจจัยทางพันธุกรรมโดยรวมมีผลทำให้คนเป็นเกย์ได้อย่างมากเพียง 25% นอกนั้นเป็นปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆที่เข้ามามีอิทธิพลร่วมด้วย ไม่ต่างจากเรื่องของความสูงหรือเตี้ยที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่หลากหลาย นอกเหนือไปจากเรื่องของพันธุกรรมเพียงเรื่องเดียวเบ็น นีล รองศาสตราจารย์จากสถาบัน Broad Institute ของเอ็มไอทีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หนึ่งในทีมวิจัยครั้งนี้ ให้ข้อมูลว่า พันธุกรรมมีผลไม่ถึงครึ่งในเรื่องของพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน แม้จะยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอยู่ และว่าผลการศึกษานี้ชี้ว่าไม่มียีนตัวใดตัวหนึ่งที่เป็นยีนเกย์โดยเฉพาะ ดังนั้นการตรวจดีเอ็นเอเพื่อให้ทราบว่าใครจะเป็นเกย์หรือไม่นั้น ไม่สามารถทำได้ดร.จารุพล สถิรพงษะสุทธิ นักวิจัยอาวุโสของ 23andMe บอกว่า ผลการศึกษานี้ ชี้ชัดว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องธรรมชาติ และไม่ควรพยายามคิดค้นวิธี “รักษา” หรือแก้ไขความเป็นเกย์ความเชื่อที่ว่า คนรักเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทอม ดี้ ตุ๊ด หรือเกย์มีปัจจัยมาจากพันธุกรรม ส่วนหนึ่งมาจากงานวิจัยของ ดร.ดีน แฮเมอร์ นักพันธุศาสตร์ชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1993 โดยพบความเชื่อมโยงระหว่างเครื่องหมายดีเอ็นเอ (DNA marker) บนโครโมโซมเอกซ์ (X) กับพฤติกรรมทางเพศของผู้ชาย แต่ในปัจจุบันมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่า พันธุกรรมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศอย่างจำกัดและซับซ้อนยิ่งกว่านั้นที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า สังคม วัฒนธรรม ครอบครัว และปัจจัยอื่นๆทางชีววิทยาล้วนมีผลต่อพฤติกรรมรักเพศเดียวกันจริงๆแล้วการศึกษาเรื่องราวของคนรักเพศเดียวกันมีมานานหลายร้อยปีแล้ว และในบางสังคม เช่น ผู้คนบนเกาะบูกิส ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีการกำหนดเป็นกฎหมายและสั่งสอนลูกหลานให้รับรู้และเข้าใจไปเลยว่าบนโลกใบนี้ มนุษย์เรามี 5 เพศคือ เพศชาย เพศหญิง เพศบิซซู (คนที่เกิดมาพร้อมอวัยวะเพศหญิงและชายในคนเดียวกัน) เพศคาลาไบ (คนที่เกิดมาพร้อมอวัยวะเพศชายแต่ใจเป็นหญิง) และ เพศคาลาไล (คนที่เกิดมาพร้อมอวัยวะ เพศหญิงแต่ใจเป็นชาย)อาจถือได้ว่า เกาะบูกิส...เป็นมนุษย์หัวก้าวหน้าที่ยอมรับความหลากหลายทางเพศสภาพมาตั้งแต่โบราณกาลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกของยีนที่เกิดจากกระบวนการอื่นนอกเหนือการเปลี่ยนแปลงลำดับดีเอ็นเอที่เรียกว่า อิพิเจเนติกส์ (epigenetics) โดยมีตัวควบคุมข้อมูลหรือการแสดงออกหรือการประพฤติตัวของยีน เรียกว่า epi–marks ซึ่งจะควบคุมไม่ให้ตัวอ่อนได้รับ เทสโทสเทอโรน มากหรือน้อยเกินไป ปกติตัวควบคุม epi-marksนี้จะถูกลบออกไปเมื่อทำหน้าที่ในการควบคุมการแสดงออกของยีนเสร็จแล้ว จะไม่ส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลาน แต่ก็อาจจะมีบ้างที่บางคน epi-marks นี้ไม่ถูกลบไป และถูกส่งต่อจากพ่อสู่ลูกสาว และจากแม่สู่ลูกชาย ก็เลยทำให้ลูกสาวมีความเป็นชายสูงและลูกชายมีความเป็นสาวสูงนอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าถ้าในช่วง 4-8 สัปดาห์ที่แม่ตั้งครรภ์เกิดระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนสูงเกินไป ตัวอ่อนเพศชายมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนก้าวร้าว ส่วนตัวอ่อนเพศหญิงแม้จะไม่ก้าวร้าว แต่ก็อาจจะมีขนดก และถ้าระดับเทสโทสเทอโรนของแม่ต่ำเกินไป ตัวอ่อนเพศชายจะมีแนวโน้มที่จะเป็นสาวหรือเป็นตุ๊ดสูงได้.