แดดอ่อนๆยามบ่ายในเมืองยะลาสร้างความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก แค่ชั่วโมงเศษๆจากหาดใหญ่ เราก็มายืนอยู่บริเวณหน้ามัสยิดกลางเมืองยะลา มัสยิดที่ต้องบอกว่า มีความสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตก ผสานรูปแบบอันมีมนต์ขลังของความเป็นสุเหร่าหลังคาทรงสี่เหลี่ยมที่มีโดมใหญ่อยู่ตรงกลางอารีม...หนุ่มน้อยมุสลิมที่ขับรถตู้พาเรามาจากหาดใหญ่ บอกว่า ใครๆ ก็กลัวเวลาบอกว่ามายะลา แต่มาแล้วก็เห็นหลงรักกันทุกคนซึ่งก็น่าจะจริง เพราะตั้งแต่มาถึง สิ่งที่เราได้เห็นอย่าง แรก คือ รอยยิ้มอันเป็นมิตรของผู้คนแปลกหน้า ต่างศาสนา หญิงสาวสวมฮียาป ขณะที่หนุ่มๆและชาย วัยกลางคนสวมหมวกกะปิเยาะ...พากันไปละหมาด เป็นภาพที่ดูอบอุ่น จากมัสยิดกลางเมืองยะลาออกมาทางนอกเมืองราว 8 กิโลเมตร จุดสังเกต คือ ป้ายบอกทางไปอำเภอยะหา เป็นที่ตั้งของวัดหน้าถ้ำ หรือวัดคูหาภิมุขหนึ่งในสามปูชนียสถานที่สำคัญของภาคใต้ เช่นเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และพระบรมธาตุไชยาที่สุราษฎร์ธานี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์สมัยศรีวิชัยองค์ใหญ่ ที่สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.1300 ในช่วงที่พระพุทธศาสนาได้เข้ามาในดินแดนอาณาจักรศรีวิชัย บริเวณวัดนอกจากมีถ้ำขนาดใหญ่คล้ายห้องโถงกลางภูเขา มีปล่องที่แสงแดดสามารถส่องลงมาที่เพดานถ้ำแล้ว ที่นี่ ยังมีธารน้ำไหลผ่าน ช่วยให้เย็นกาย เย็นใจ“ไปกันเลยมั้ยครับ เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน”อารีมบอกพวกเราให้ทำเวลา เพื่อจะได้ไปถึงเบตงก่อนค่ำ ซึ่งก็ถือเป็นการทำเวลาได้ดี เพราะยังไม่ 6 โมงเย็นดี เราก็มาถึงเบตง อำเภอที่มีป้ายทะเบียนรถเป็นของตัวเอง แห่งเดียวในประเทศไทยมื้อเย็นวันนี้ การ ท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) แนะนำร้านอาหารจีน ชื่อดังกลางเมืองเบตง ชื่อว่า ร้านต้าเหยิน มีอาหารจีนหลากหลายชนิด ที่อร่อยสุดๆ เห็นจะเป็นเมนูที่ชื่อ เคาหยก เป็นหมูสามชั้นอบกับผักดอง คนที่คิดว่าจะลดน้ำหนัก บอกเลยว่า อย่ามาเบตง เพราะของเขาอร่อยทุกอย่าง ไก่สับเบตง หมี่เหลือง ปลาจีนนึ่งบ๊วย เกลี้ยงสนิททุกจาน ขากลับจากร้านอาหารไปโรงแรม รถพาเราลอดอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ซึ่งเป็นอุโมงค์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยวยะลาที่ต้องมาเยือน ความยาวตลอดอุโมงค์ แม้จะแค่ 268 เมตร แต่ถ้ามาถึงเบตงแล้วไม่นั่งรถลอดอุโมงค์นี้ เขาถือว่ามาไม่ถึง พวกเราตกลงกันว่าจะนอนกันเร็วหน่อย เพราะพรุ่งนี้มีโปรแกรมไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ที่ว่ากันว่าสวยที่สุดของภาคใต้และเป็นทะเลหมอกที่สวยติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ออกจากที่พักราวตีห้าเศษๆ ประมาณ 35 นาที เราก็มาถึงจุดที่จะขึ้นไปชมทะเลหมอก ซึ่งต้องเดินป่าขึ้นไปบนยอดเขา ฆูนุงซีลีปัต ซึ่งไม่สูงมากนัก แต่สามารถมองเห็นทะเลหมอกในมุม 360 องศาได้อย่างงดงาม ไม่เกิน 8 โมง เมื่อแสงแดดยามเช้าเริ่มแผ่ขยายอาณาจักรอย่างกว้างขวาง หมอกจางๆก็เริ่มคลายตัวและลับหายไปในเวลาไม่กี่นาที พวกเราลงจากเขา กินอาหารเช้าง่ายๆ ก่อนจะไปเที่ยวชมอุโมงค์ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของเบตง นั่นก็คือ อุโมงค์ ปิยะมิตร อุโมงค์ที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของผู้ร่วมพัฒนา ชาติไทย หรืออดีตกลุ่มโจรคอมมิวนิสต์มลายา ที่สร้างอุโมงค์แห่งนี้ ขึ้นเพื่อเป็นฐานที่มั่นในช่วงปี พ.ศ.2519ใครที่เคยไปดูอุโมงค์ลับของพวกเวียดกง กู๋จี ในโฮจิมินห์ซิตี้ อาจจะนึกภาพการใช้ชีวิตในอุโมงค์ออก ที่นี่เป็นอุโมงค์เล็กๆไม่ใหญ่มาก ใช้เป็นที่หลบการโจมตีทางอากาศและสะสมเสบียง ตามประวัติศาสตร์บอกว่า ใช้เวลาสร้างเพียง 3 เดือน ด้วยการขุดอุโมงค์เข้าไปในภูเขายาวประมาณ 1 กิโลเมตรกว้าง 50-60 ฟุต จุคนได้ราว 200 คน หลังหมดยุคคอม-มิวนิสต์ ทางราชการได้ปรับปรุงอุโมงค์ปิยะมิตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งระหว่างทางเดินเข้าชมอุโมงค์จะเป็นบันได สะพานไม้ ผ่านป่าอันร่มรื่นนักท่องเที่ยว จีน และมาเลเซีย นิยมมาท่องเที่ยวที่นี่โดยผ่านเข้าทางด่านเบตง หรือไม่ก็นั่งรถจากหาดใหญ่ตรงเข้าเบตงเลย จากอุโมงค์ปิยะมิตรไม่ไกลมากนัก เป็นที่ตั้งของ โครงการไม้ดอกเมืองหนาวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่า สวนดอกไม้เบตง สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงอักษรจีนพระราช- ทานนามสวนแห่งนี้ว่า ว่านฮัวหยวน แปลเป็นไทยว่า สวนหมื่นบุปผา ภายในโครงการแบ่งเป็นศูนย์ศึกษา และทดลองปลูกไม้ดอกเมืองหนาวสายพันธุ์ต่างๆ เช่น เบญจมาศ กุหลาบ เยอบีร่า หน้าวัว ไฮเดรนเยีย ดาวเรือง และอีกหลากหลายสายพันธุ์ มีการขยายผลไปสู่ต้นแบบให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เพาะปลูกดอกไม้เมืองหนาวไว้ส่งขายในหลายจังหวัดภาคใต้ เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ช่วงบ่าย กลับเข้ามาในเขตตัวอำเภอเบตงแวะแช่น้ำร้อนสลัดความเมื่อยล้ากันที่บ่อน้ำพุร้อนเบตง อีกหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่ เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่ประมาณ 3 ไร่ ที่มีน้ำร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน อุณหภูมิของน้ำสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 80 องศาเซลเซียส ปัจจุบันปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีอาคารธาราบำบัด สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ ททท. ยะลา โทร.0-7352-2411, 0-7354-2345ก่อนกลับแวะเซลฟี่เล็กๆที่ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อกลับมานอนฝันดีที่หาดใหญ่อีกคืน... และก็จริงอย่างที่อารีมบอก ...ไม่อยากมายะลา แต่มาแล้วก็หลงรัก...!!!