พระราชทานแนวคิดพัฒนาชุมชนเข้มแข็งจากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรผู้ประสบอุทกภัยซ้ำซาก ที่ ร.ร.บ้านคำน้ำสร้าง อ.เมือง จ.ยโสธร ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี พ.ศ.2543 ได้มีพระราชดำริให้มีการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่โดยรวม อันได้แก่การขุดลอกหนองอึ่งเพื่อเป็นแหล่งน้ำทำการเกษตรและขยายพันธุ์ปลา, ปรับปรุงสภาพดินโดยรอบหนองอึ่ง โดยปลูกต้นไม้และหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้าง พังทลายของดิน และฟื้นฟูสภาพป่าโดยรอบหนองอึ่ง เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้อย่างเกื้อกูลกัน เพื่อขยายผลและเผยแพร่ความสำเร็จของโครงการพระราชดำริ ซึ่งได้มีการต่อยอดจนเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระจึงได้พาสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมความสำเร็จของ “ชุมชนเข้มแข็งสืบสานแนวพระราชดำริ” ในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ยโสธร เมื่อวันที่ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมา สมศักดิ์ โอกาสนี้ นายสมศักดิ์ ทวินันท์ หัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง ได้เล่าความเป็นมาว่า ในอดีตปัญหาหลักของพื้นที่แถบนี้จะประสบอุทกภัยซ้ำซาก จะมีน้ำท่วมหลากในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ของทุกปี ชาวบ้านก็จะทำนาไม่ได้ หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งทรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จเยี่ยม ก่อให้โครงการพระราชดำริ มีการสัญจรไปมาสะดวก เพราะถนนได้ยกพื้นฐานสูง 1 เมตร เข้าสู่บริเวณหนองอึ่ง การขุดลอกหนองอึ่งที่กลายเป็นแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดประโยชน์ ชาวบ้านทุกคนสามารถทำนา ทำการเกษตรได้อย่างทั่วถึง และได้มีการทำโซนนิงในพื้นที่หนองอึ่ง ประมาณ 120 ไร่ ให้ชาวบ้านท่าเยี่ยม 29 ครัวเรือนที่อยู่โดยรอบ ได้ทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ ในส่วนป่าชุมชนดงมัน พื้นที่ป่าที่อยู่ติดกับหนองอึ่ง ซึ่งมีกว่า 3,000 ไร่โดยชาวบ้านได้ทำการบุกรุกป่า 1,500 ไร่ เพื่อทำการเกษตร และเข้าไปหาของป่า ปัจจุบันราษฎรได้คืนพื้นที่ที่ยึดถือครองไว้ ทำให้ป่าชุมชนดงมันกลายเป็นพื้นที่ป่าชุมชนทั้งผืน ทางโครงการฯจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชตระกูลยาง ซึ่งเชื้อเห็ดป่าชอบอยู่ในรากของต้นไม้วงศ์ยาง ทำให้ชาวบ้านได้ทั้งปลูกป่าและคืนพื้นที่ป่า และยังได้ของป่าเพิ่ม ชาวบ้านได้ร่วมกันอนุรักษ์ป่าชุมชน ทำให้ป่ามีความสมบูรณ์กว่า 50% จากเดิมของป่าที่ชาวบ้านหามาได้สร้างมูลค่าตกประมาณปีละล้านบาท ปัจจุบันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวร่วม 3 ล้านบาท ของป่าหลักๆคือ เห็ดโคน แมลง และไข่มดแดง นอกจากนี้ ยังได้มีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ มีสมาชิกกว่า 70 ราย นำผลผลิตทั้งเห็ดป่า และไข่มดแดง มาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังได้มีการส่งเสริมแบบบูรณาการ คือชาวบ้านสามารถทำทั้งการเกษตรและการประมง หาปลา หากุ้ง ทำให้ชาวบ้านมีการกินอยู่ที่ดีขึ้น ในด้านสังคม ชุมชนมีความเข้มแข็ง เปรียบเทียบจากในอดีตบ้านใครบ้านมัน โครงการพระราชดำรินี้ ทำให้ชาวบ้าน 7 หมู่บ้านมีความเข้มแข็ง ทำงานร่วมกันอย่างสามัคคี ลุนนี ในส่วนของชาวยโสธรที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากโครงการพระราชดำริ อาทิ นางลุนนี วิเศษแก้ว ประธานสหกรณ์การเกษตรในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำกัด เปิดเผยว่า ครอบครัวตนทำนา 70 ไร่ เป็นของตัวเอง 40 ไร่ เช่า 30 ไร่ หมดฤดูทำนาก็เข้าไปถางป่า หาของป่า ปลูกแตงโม มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ พอมีโครงการพระราชดำริ ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดี ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากน้อยลง และมีรายได้เพิ่มจากการทำนาและเก็บเห็ดป่า นำมาแปรรูปใส่กระป๋องขายร้านอาหาร ชาวบ้านเองก็เริ่มรู้สึกหวงแหนป่า รักป่า ได้เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มีความสุขมากขึ้น ตอนนี้แทบจะไม่ต้องซื้อกิน ทุกอย่างปลูกกินทั้งพืชผัก เหลือก็เอาไปขาย นันทา เช่นเดียวกับ นางนันทา ชัยนะ ชาวบ้านท่าเยี่ยม บอกว่า แต่ก่อนทำงานโรงงานพลาสติกที่กรุงเทพฯทำอยู่ 10 ปี พอมีโครงการพระราชดำริ แม่จึงเรียกกลับให้มาช่วยกันทำมาหากินที่บ้านเรา ตอนนี้กลับมาอยู่บ้านได้ 13 ปีแล้ว ชีวิตตอนนี้ก็ทำนาเป็นอาชีพหลัก และปลูกพืชผักสวนครัว มีกินมีเก็บบ้าง แม้จะมีเงินไม่มาก แต่เรามีความสุขที่ได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก โครงการพระราชดำริทำให้เราเป็นตัวเป็นตน จากที่ไม่มีที่ทำกินก็มีที่ทำกิน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง ทุกครั้งที่นึกถึงน้ำตาก็จะไหล การที่พระองค์ท่านเสด็จฯไปที่ไหน ความเจริญไปถึงที่นั่น มันมีอยู่จริง ตนเข้าใจถึงแก่นแท้จริงๆ รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มีกินไม่ต้องไปซื้อ เหลือกินก็ได้ขาย มีกินมีเก็บจริง.