แปลและเรียบเรียงจากบทคัดย่อเรื่อง “Hospital staff upholds international medical ethics during unrest in Bangkok” ตีพิมพ์ในเอกสารสรุปขององค์กร Physicians for Human Rights ประจำเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2010 ผู้เขียน Richard Sollom ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและสืบสวน (Director of Research and Investigations) องค์กร Physicians for Human Rights บรรณาธิการ Susannah Sirkin รองผู้อำนวยการองค์กร Physicians for Human Rights และ Stephen Greene ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ประจำองค์กร Physicians for Human Rightsบทนำก่อนจะกล่าวถึงสิ่งอื่นใด ทางองค์กร Physicians for Human Rights (PHR) ขอยกย่องชมเชยการกระทำที่แสดงถึงความยึดมั่นในจริยธรรมแห่งวิชาชีพของบรรดาบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลหลักแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครในช่วงระยะเวลา 6 สัปดาห์ของเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ทางองค์กรยังได้มีความกังวลอย่างยิ่งถึงความไร้สมรรถภาพของกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติของไทยในการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับบรรดาบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยหลังจากที่มีเสียงเรียกร้องจากสาธารณชนแกนนำผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้ออกมากล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์การปิดทางเข้าออกและการใช้กำลังบุกรุกเขตของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงได้กล่าวขอโทษต่อการกระทำของผู้ประท้วงที่ล่วงละเมิดและขัดขวางการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์จะเห็นได้ว่าการกระทำทั้งหมดที่กล่าวมานั้นถือเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ป่วย รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าออกสถานพยาบาลของผู้ป่วยโดยไม่จำกัดเวลาและสถานการณ์ทางองค์กร PHR ขอร่วมผลักดันให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย ณ ขณะนี้ โดยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดหรือสถาบันใดก็ตามตระหนักถึงความสำคัญของการดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางในการให้การบริการทางการแพทย์และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปยังสถานพยาบาลของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์เรื่องราวต่อไปนี้เป็นบทสรุปของข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนเหตุการณ์การปิดกั้นทางเข้าออกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งท้ายที่สุดเหตุการณ์ดังกล่าวต้องจบลงด้วยการขนย้ายผู้ป่วยทั้งหมดออกจากโรงพยาบาลเพื่อไปรับการรักษาต่อยังสถานพยาบาลอื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่า ในการสืบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้ Richard Sollom ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและสืบสวนของ PHR และ Adam Richards หนึ่งในคณะกรรมการองค์กร PHR ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารอาวุโสของโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ในส่วนอื่นๆของโรงพยาบาลด้วยตนเอง ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 พฤษภาคม ค.ศ.2010เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ตอบรับการขอสัมภาษณ์ของทางองค์กร และทางองค์กรไม่สามารถติดต่อประสานงานเพื่อเข้าสัมภาษณ์กลุ่มแกนนำของผู้ประท้วงได้ ดังนั้น เรื่องราวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จึงอ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับจากบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเป็นหลัก โดยอาจมีข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมจากรายงานข่าวของสื่อภายในประเทศและหลักฐานจากภาพถ่ายวีดิทัศน์และภาพนิ่งลำดับเหตุการณ์ ณ ศูนย์กลางการธุรกิจและการธนาคารของกรุงเทพมหานครเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งมีชื่อตามพระนามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โรงพยาบาลอยู่ในสังกัดของสภากาชาดไทย ภายในอาณาบริเวณประกอบด้วยอาคารมากกว่า 80 อาคาร ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงอาคารโรงเรียนแพทย์และโรงเรียนการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องต่างๆ และโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขนาด 1,500 เตียง ซึ่งรองรับผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวมารักษาต่อจากภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศไทยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายน ค.ศ.2010 เมื่อสมาชิกในกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “คนเสื้อแดง” เริ่มสร้างสิ่งกีดขวางซึ่งทำมาจากไม้ไผ่และยางรถยนต์ตลอดแนวของถนนราชดำริ โดยกั้นระหว่างโรงพยาบาลและสวนสาธารณะลุมพินีที่อยู่ข้างเคียง ส่งผลให้การจราจรเข้าออกโรงพยาบาลของผู้ป่วยและญาติเหลือเพียงหนึ่งช่องทางเท่านั้น นอกจากนี้ ในแต่ละคืนยังมีกลุ่มผู้ประท้วงราว 20 คนเข้ามาซุ่มอยู่ภายในอาณาเขตของโรงพยาบาลเป็นประจำอีกด้วย ทางผู้บริหารอาวุโสของโรงพยาบาลกล่าวกับ PHR ว่า ทางโรงพยาบาลได้พยายามติดต่อประสานงานกับตำรวจและทหารตั้งแต่ช่วงแรกของเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อแสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับความสะดวกในการเข้าออกโรงพยาบาลรวมถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แต่กลับได้รับคำตอบว่าทางฝ่ายความมั่นคงไม่สามารถจัดหากำลังพลเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้กับทางโรงพยาบาลเพิ่มเติมได้ หากพิจารณาตามหลักการแล้ว จะพบว่าคำขอของทางโรงพยาบาลต่อรัฐบาลไทยเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนรวมถึงมาตรฐานนานาชาติว่าด้วยจริยธรรมทางการแพทย์ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และเป็นอิสระความตึงเครียดระหว่างบุคลากรภายในโรงพยาบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มสะสมมากขึ้นตามลำดับในระยะเวลาหลายสัปดาห์ เมื่อกลุ่มรักษาความปลอดภัยของ นปช.เริ่มทำการตรวจตรายานพาหนะที่เข้าออกโรงพยาบาล โดยบางคนใช้อาวุธมีดและไม้ปลายแหลมขณะกระทำการดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังได้ทำการหยุดรถพยาบาลที่บรรทุกผู้ป่วยอาการสาหัสเพื่อทำการตรวจค้นโดยอ้างว่าอาจมีการซ่อนอาวุธของทหารไว้ภายในรถ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พบว่ามีอาวุธตามที่กล่าวอ้าง บรรดาบุคลากรของโรงพยาบาลยังได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการถูกล่วงละเมิดทางวาจาจากกลุ่มผู้ชุมนุมในขณะที่เดินทางผ่านฝูงชนเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาล จากการกระทำดังกล่าว เห็นได้ชัดเจนว่าได้ละเมิดหลักการของสิทธิมนุษยชนซึ่งเน้นย้ำถึงการให้ความเคารพและความคุ้มครองความปลอดภัยต่อการเดินทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์แม้ว่าจะมีความตึงเครียดระหว่างบุคลากรภายในโรงพยาบาลและผู้ชุมนุมเกิดขึ้นก็ตาม บุคลากรของโรงพยาบาลก็ยังคงให้การรักษาผู้ประท้วงที่เจ็บป่วยจากอุบัติเหตุฉับพลัน รวมถึงอาการกำเริบของโรคเรื้อรังของผู้ชุมนุมอย่างเต็มความสามารถ ตัวอย่างของกรณีเหล่านี้ เช่น แพทย์ประจำบ้านสาขาอายุรศาสตร์ที่ประจำอยู่ที่ห้องฉุกเฉินคนหนึ่งได้เล่าให้ทางผู้เขียนฟังถึงการรักษาที่เขาให้กับผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากของมีคมและผู้ชุมนุมที่มีอาการหอบหืดกำเริบ การให้การรักษาโดยไม่แบ่งแยกเช่นนี้สอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับหลักจริยธรรมทางการแพทย์ซึ่งว่าไว้ว่า แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แพทย์ต้องให้การดูแลทางการแพทย์ที่จำเป็นกับผู้ป่วยอย่างเสมอภาคโดยปราศจากอคติด้านเพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ความเชื่อทางการเมืองหรือสถานะอื่นๆของผู้ป่วย.หมอดื้อ