เป็นทายาทรุ่น 4 ของ เฮนรี อาลาบาศเตอร์ เศวตศิลา ราชเลขานุการในรัชกาลที่ 5 ทำให้ คุณโบว์–ริรินดา พูนพิพัฒน์ รับถ่ายทอดวิถีชีวิตที่ละเมียดละไมแบบคนโบราณมาจากรุ่นบรรพบุรุษ จึงเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่คิดแบบคนโบราณ และชอบสิ่งที่เป็นคุณค่าของไทยทุกหน้าร้อน คุณโบว์ จึงเปิดบ้านสไตล์คลาสสิก ย่านพหลโยธิน รับแขกคุ้นเคยที่จองไปทาน ข้าวแช่ชาววัง สูตรของครอบครัว ล่าสุดเพื่อนๆที่ยกโขยงไปกันเต็มโต๊ะ 12 คน มี อาทิ ศศิศุภา สุคนธทรัพย์ จุมพล ริมสาคร พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา รศ.ดร.วิชุดา รัตนเพียร ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ พงศธร ทวีสิน กิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา จีรานุช ภิรมย์ภักดี และเพราะยึดความถูกต้อง นอกจากบทบาทนักธุรกิจ แม่บ้านแม่ศรีเรือนชั้นดีแล้ว คุณโบว์ยังเป็น นักรณรงค์ตัวแม่ โดยเริ่มจากลุยเรียกร้องความรับผิดชอบ หลังจากตัวเองและเพื่อนบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างโครงการตึกสูง ทำให้ย่านที่ทุกคนเคยอยู่อย่างสงบสุขเต็มไปด้วยเสียงดัง กลิ่น ฝุ่นควันจากเครื่องจักรที่มีมลพิษ และร้ายสุดคือแรงสะเทือนจากการก่อสร้าง ทำให้บ้านร้าว รั้วทรุด ประตู หน้าต่างตกปิดไม่สนิท ฝ้าเพดานหลุดร่วง พื้นดินทรุด เมื่อต่อสู้เรียกร้องจนสำเร็จ ชื่อของ คุณโบว์ จึงเป็นชื่อที่ สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งมีหน้าที่ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment) หรือ EIA จำได้แม่นมาก ว่าอย่าได้โมเมมั่วอนุญาตให้มีการก่อสร้างที่ รังแก คนที่อยู่อาศัยมาก่อน โดยไม่รับผิดชอบ--หลังจากนั้น คุณโบว์ จึงกลายเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนๆในการคัดค้านการก่อสร้างที่ทำให้เกิดความเสียหาย เดือดร้อน ครั้งหนึ่ง คุณโบว์ และพี่ชาย ศุภเดช พูนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ไปดินเนอร์บ้าน ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่สุขุมวิท ตอนกลับ อากู๋–ไพบูลย์ ออกมาส่งที่รถ บังเอิญ คุณโบว์ เพิ่งสังเกตเห็นที่ข้างๆมีผ้าใบคลุมอะไรทะมึนอยู่ จึงถาม อากู๋ ว่าใครจะก่อสร้างอะไร พอทราบว่าจะมีการสร้างคอนโดฯหลายสิบชั้น และ อากู๋ บอกว่า กำลังกลุ้มใจมาก นอนไม่หลับเลย กลัวว่าเมื่อโครงการเริ่มก่อสร้างจะกระทบกับความเป็นอยู่มากแค่ไหน แต่ไม่รู้จะทำยังไง --น้องชาย คุณโบว์ ก็บอก อากู๋ ว่า ปรึกษาน้องสาวผมได้เลย คุณโบว์ จึงเป็นที่ปรึกษาชั้นดี ในการดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรม โดยระดมทีมที่เคยสู้กันมา อาทิ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน มาร่วมกันช่วยเหลือ โดยแจ้งทางโครงการว่า ไม่ได้คัดค้านการก่อสร้าง ไม่ร้องศาลปกครอง แต่เจ้าของโครงการต้องยินยอมรับผิดชอบ หากการก่อสร้างทำให้เกิดความเสียหาย เดือดร้อนให้คนที่อยู่มาก่อน และให้โครงการวางเงิน 1,000 ล้าน ให้หน่วยงานรัฐ เพื่อเป็นหลักประกันในการชดใช้ค่าเสียหาย หากมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรเสียหายก็คืนให้ 100% (ที่เรียก 1,000 ล้านก็ไม่มากไป เพราะแค่บ้าน อากู๋ หลังเดียว มูลค่าก็หลายร้อยล้านแล้ว)--หลังจากต่อสู้กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เรื่องก็จบด้วยดี Happy Ending ทุกฝ่าย เมื่อโครงการตัดสินใจล้มเลิกการก่อสร้าง แบบ พบกันครึ่งทาง โดยที่ อากู๋ ซื้อที่แปลงนั้นมาซะเลย จากนั้นก็นอนหลับสบายทุกคืน.โสมชบาคลิกอ่านคอลัมน์ "ของว่างวันอาทิตย์" เพิ่มเติม