จริงอยู่ที่โลกยังคงเผชิญกับ โควิด–19 ต่อไปอีกปีหนึ่ง แถมเชื้อไวรัสยังกลายพันธุ์ออกมาหลายชนิด เหล่าผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์มากมายก็ต้องหาทางรับมือกันไป หลายประเทศผ่านช่วงเวลาที่การระบาดทั้งลดลงและเพิ่มขึ้น แต่การใช้ชีวิตในปี พ.ศ.2564 ของผู้คนในโลกก็ไม่ได้รัดตึงไปเสียทั้งหมด ซึ่งก็ต้องยกประโยชน์ให้กับการมาของวัคซีนป้องกันโควิด-19 กลายเป็นกุญแจสำคัญในการต่อกรกับหายนะจากไวรัส ซึ่งสมควรแล้วที่การจัดอันดับพจนานุกรมเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกาอย่างเมอร์เรียม-เว็บสเตอร์ จะยกให้คำว่า “วัคซีน” เป็นคำศัพท์แห่งปี 2564ถึงวัคซีนโควิด-19 จะเป็นหัวข้อไปทุกหย่อมหญ้า ทว่าก็มีการประกาศความสำเร็จของวัคซีนอีกชนิดที่โลกต้องจารึก นั่นคือวัคซีนต้านมาลาเรียชนิดแรกของโลกชื่อ “มอสควิริกซ์” ที่ใช้เวลาพัฒนามานานกว่า 30 ปี โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การรับรองไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับนวัตกรรมเด่นปีนี้ก็ยังเป็นความต่อเนื่องของการประดิษฐ์หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ หลายผู้ประกอบการ และห้องปฏิบัติการทดลองตามสถาบันการศึกษาหลายแห่ง พาเหรดกันส่งหุ่นยนต์ออกมาอวดโฉม บทบาทหลักๆของจักรกลพวกนี้ก็คือช่วยเหลือมนุษย์ในการงาน ที่ยังโดดเด่นก็คือช่วยลดความเสี่ยงสัมผัสระหว่างผู้คน หุ่นยนต์ถูกนำไปใช้ตามสถานพยาบาล สำนักงานร้านค้า สถานศึกษา ตามที่สาธารณะ ซึ่งก็ทำงานได้อย่างน่าทึ่ง เช่น หุ่นยนต์หมีโรแบร์ ที่พัฒนาในญี่ปุ่น ออกแบบหน้าตาคล้ายหมี สามารถยกหรืออุ้มผู้ป่วยสูงอายุจากเตียงลงมานั่งบนรถเข็นได้ หรือการใช้ไมโครโรบอตขนส่งยาเคมีบำบัดไปยังเซลล์มะเร็ง เป็นต้น ส่วนที่ต้องจับจ้องแบบไม่ควรกะพริบตาก็คือแวดวงอวกาศ หลายโครงการที่ผุดพรายออกมานั้นน่าตื่นเต้น เพราะบางอย่างอาจเคยเป็นเพียงเรื่องแต่งในนวนิยายวิทยาศาสตร์หรืออยู่ในภาพยนตร์ไซ-ไฟ ทว่ากลับเกิดขึ้นจริงแล้ว เหนือไปกว่านั้น งานด้านอวกาศถือเป็นเวทีแข่งขันสำคัญของชาติมหาอำนาจ รวมถึงประเทศเงินถุงเงินถังที่ขอมีเอี่ยวกับการสำรวจอวกาศเช่นกัน เพราะไม่ใช่แค่ขันแข่งความก้าวหน้าทางวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ยังหมายตาถึงทรัพยากรที่ล้ำค่าบางชนิดที่มีน้อยนิดในโลกแต่กลับมีอย่างอุดมในดินแดนต่างดาว ภารกิจที่มีเรื่องให้ติดตามอย่างต่อเนื่องคือการสำรวจดาวอังคารของ 3 ยานอวกาศที่ไร้มนุษย์ร่วมเดินทาง คือยานโฮปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ยานเทียนเวิ่น–1 ของจีน และยานโรเวอร์ เพอร์เซเวีย แรนซ์ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางออกจากโลกตั้งแต่ปี 2563 และตอนนี้ยานทั้ง 3 ลำก็ไปถึงดาวอังคารแล้ว แต่ยานของโลกอาหรับมีภารกิจโคจรรอบดาวอังคารเพื่อสำรวจชั้นบรรยากาศเท่านั้น ขณะที่ยานของจีนและสหรัฐอเมริกามีเป้าหมายลงจอดบนดาวเคราะห์สีแดง เพื่อสำรวจและเก็บ ตัวอย่างดินและหินกลับมา ซึ่งยานทั้งคู่ต่างประสบความสำเร็จในการลงจอดบนดาวเคราะห์สีแดงแม้จะต่างช่วงเวลากัน ปฏิบัติการบนดาวอังคารครั้งนี้ แสดงถึงการขันแข่งอันเข้มข้นของ 2 ชาติมหาอำนาจฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก ทว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการด้านอวกาศหลายอย่างของจีนบ่งบอกถึงก้าวกระโดดที่สำคัญไม่น้อย เช่น การสร้างสถานีอวกาศเทียนกงของตนเอง แถมประสบความสำเร็จกับการส่งยานอวกาศเสินโจว 13 พร้อมนักบินไปยังสถานีอวกาศของพวกเขาด้วย หรือการจับมือกันของจีนกับรัสเซียเพื่อสร้างสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ โครงการต่างๆนานาเหล่านี้คือหนึ่งในจักรเฟืองที่จะขับเคลื่อน “ความฝันด้านอวกาศ” ตามเจตนารมณ์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ต้องการให้จีนเป็นประเทศที่พัฒนาอย่างมากในด้านเทคโนโลยีอวกาศให้ได้ภายในปี พ.ศ.2588 ขณะที่ผลงานของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซา ก็ยังทำปฏิบัติการได้อย่างโดดเด่น อย่างเช่น การส่งยานอวกาศ DART (Double Asteroid Redirection Test) ขึ้นไปทดสอบการเบี่ยงวงโคจรของดาวเคราะห์น้อย ซึ่งเป้าหมายของยาน DART คือไปเปลี่ยนวงโคจรของดวงจันทร์ดีมอร์ฟอส ที่โคจรรอบดาวเคราะห์น้อยดีดิมอส เพื่อเป็นต้นแบบปฏิบัติการรับมือกับดาวเคราะห์น้อยหรือวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ ที่จะเป็นภัยคุกคามโลกในอนาคตนอกจากนี้ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สมใจกับการรอคอยก็คือการส่ง กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่สร้างมานานกว่า 2 ทศวรรษ ขึ้นสู่วงโคจรโลกในเดือนสุดท้ายของปี เชื่อว่าเครื่องมืออันทรงพลังนี้จะช่วยให้ก้าวย่างของการสำรวจอวกาศเป็นยุคใหม่แห่งการค้นพบปีนี้จึงกลายเป็นปีแห่งการก้าวสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นและชวนให้เฝ้ารออย่างตื่นเต้น.