เรื่องอื้อฉาวจากเฟซบุ๊ก ซึ่งทำข้อมูลสมาชิกจำนวนถึง 50 ล้านบัญชีรั่วไหล ถูกนำไปใช้ผิดประเภท กลายเป็นชนวนจุดระเบิดให้กับเหล่าเพื่อนๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีอีกหลายแห่ง อาจต้องถูกจัดระเบียบ ควบคุมความประพฤติ กระทบทางทำมาหากินไปด้วยเป็นข่าวครึกโครมตลอดสัปดาห์ เมื่อเฟซบุ๊กกำลังทำให้สมาชิกที่มีอยู่ทั่วโลกขุ่นเคืองใจ ภายใต้ข้อกล่าวหาที่ว่า บริษัทที่ปรึกษาด้านการเมืองในอังกฤษ เคมบริดจ์ อนาลิติกา (Cambridge Analytica) หรือ CA ได้นำข้อมูลสมาชิกเฟซบุ๊กกว่า 50 ล้านคนไปใช้บีบีซีไทย รายงานว่า CA ได้ใช้แบบทดสอบที่ชื่อ This is Your Digital Life ซึ่งเป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพออนไลน์ ดึงดูดคนให้เข้าไปลองทำ แล้วใช้ข้อมูลของผู้เข้าไปทำบททดสอบราว 270,000 คน รวมทั้งเครือข่ายเพื่อนของผู้ใช้เหล่านั้น รวมทั้งสิ้น 50 ล้านบัญชี ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ส่งข้อมูลด้านบวกช่วยนายโดนัลด์ทรัมป์ หาเสียงบีบีซีไทย รายงานอีกว่า สำหรับเฟซบุ๊กแล้ว ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เป็นสิ่งจูงใจให้บริษัทต่างๆเข้ามาซื้อโฆษณา โดยเฟซบุ๊กสามารถเข้าถึงตัวตนของสมาชิกอย่างละเอียดลึกซึ้ง ผ่านการกดไลค์ (Like) การใช้ชีวิต และความคิดทางการเมืองขณะที่ พอล เบอร์นอล อาจารย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทรัพย์สินทางปัญญา และกฎหมายสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยอีสต์แอง-เกลีย บอกว่า ไม่ให้กดไลค์บนหน้าเพจของผลิตภัณฑ์ และหากจะเล่นเกม หรือแบบสอบถาม ก็ให้เข้าไปเล่นทางเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นโดยตรงแทน เพราะการล็อกอินโดยใช้เฟซบุ๊กนั้นสะดวกก็จริง แต่นั่นหมายความว่าเจ้าของแอพพลิเคชั่น ก็จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลมากมายของผู้ใช้เฟซบุ๊กได้และด้วยเหตุนี้ คำถามที่สำคัญก็คือ เฟซบุ๊กได้ให้ข้อมูลเหล่านี้ไปกับใครบ้าง และเราจะทวงคืนข้อมูลส่วนตัวเรากลับมาได้หรือไม่ และนี่เป็นเหตุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา กำลังตั้งโต๊ะสอบสวนเฟซบุ๊กว่า ข้อมูลสมาชิกถูกดึงไปใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงไรรอยเตอร์ รายงานว่า เรื่องฉาวโฉ่ครั้งนี้ อาจทำให้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งกูเกิล ทวิตเตอร์ อูเบอร์ ไมโครซอฟท์ Linkedln และอีกหลายบริษัท ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลที่ 3 สามารถเข้าถึงข้อมูลของฐานสมาชิกของตัวเองต้องหนาวๆ ร้อนๆ จากความเสี่ยงที่อาจถูกจัดระเบียบหรือออกกฎบังคับใช้ ซึ่งย่อมต้องส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการหารายได้อย่างแน่นอน.