ตัวเก็งผู้นำใหม่-นายมูน แจ-อิน (ซ้าย) และนายอาห์น ฮี-จุง (ขวา) ชูมือประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อชิงเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปไตยไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ใน 9 พ.ค.นี้ หลัง น.ส.ปัก กึน-เฮ ประธานาธิบดีคนเก่าถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถอดถอนจากตำแหน่ง (รอยเตอร์)การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยืนตามมติของรัฐสภาให้ถอดถอน น.ส.ปัก กึน-เฮ จากตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงในหลายมิติ!น.ส.ปัก วัย 65 ปี ซึ่งไร้เอกสิทธิ์คุ้มครองทางการศาลแล้ว ถูกอัยการเรียกไปสอบปากคำใน 21 มี.ค.นี้ ในฐานะผู้ต้องสงสัยคดีอาญา และอาจถูกตั้งข้อหากรรโชกทรัพย์ รับสินบน และอื่นๆ มีโทษติดคุกยาว เช่นเดียวกับนางชอย ซูน-ซิล เพื่อนสนิท ผู้เป็นต้นเหตุ “โศกนาฏกรรม” อันน่าเศร้านี้นางชอย วัย 61 ปี ฉายา “รัสปูตินหญิง” เพื่อนซี้ของ น.ส.ปัก มานานกว่า 40 ปี ถูกฟ้องแล้วในข้อหาก้าวก่ายชักใยกิจการรัฐบาล และใช้เส้นสายบีบให้กลุ่มบริษัทครอบครัวยักษ์ใหญ่หรือ “แชโบล” รวมทั้ง “ซัมซุง กรุ๊ป” บริจาคเงินเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ (กว่า 2,450 ล้านบาท) ให้กองทุน 2 แห่งที่เธอตั้งขึ้นเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเองน.ส.ปักถูกกล่าวหาสมรู้ร่วมคิดด้วย แม้ยืนกรานปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายและความจริงจะปรากฏในที่สุด ส่วนกลุ่มแชโบลที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลลึกซึ้งยาวนานก็ปฏิเสธว่าบริจาคเงินให้กองทุนนางชอยโดยสุจริต ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนใดๆแต่ถ้าศาลไม่เชื่อ...ทั้งนางปัก นางชอย บรรดาคนสนิท ไปจนถึงพวกผู้บริหารของแชโบล โดยเฉพาะนาย ลี แจ-ยอง หรือ เจ.วาย.ลี ผู้นำโดยพฤตินัยของซัมซุง ซึ่งถูกกล่าวหาบริจาคเงินให้กองทุนนางชอยมากที่สุดเพื่อแลกกับการให้กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลอนุมัติการควบรวมกิจการของซัมซุง...มีสิทธิ์ติดคุกกันระนาว!น.ส.ปัก กึน-เฮ ลูกสาวของนายพล ปัก จุง-ฮี อดีตผู้นำเผด็จการทหารผู้ทรงอิทธิพลที่ถูกลอบสังหารในปี 2522 อาจมีชะตากรรมเลวร้ายคล้ายอดีตผู้นำเกาหลีใต้อีก 3 คนที่ถูกอัยการสอบ สวนในข้อหาคอร์รัปชัน โดย 2 คนแรกคือนายชุน ดู-ฮวาน และโนห์ แต-วู ซึ่งรับโทษจำคุกหลังพ้นตำแหน่งในข้อหารับสินบนส่วนนายโนห์ มู-เฮียน ผู้นำคนแรกที่ ถูกรัฐสภาลงมติถอดถอนในปี 2547 แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินล้มล้างมติรัฐสภา แต่หลังพ้นตำแหน่งเขาและครอบครัวถูกสอบสวนข้อหารับสินบน ทำให้ทนแรงกดดันไม่ไหว กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายเมื่อ 23 พ.ค.2552การตกจากสวรรค์อย่างอัปยศของ น.ส.ปัก ซึ่งนิตยสารฟอร์บส์เคยจัดอันดับให้เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลอันดับที่ 11 ของโลก และเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออก ยังจุดกระแสถกเถียงว่า “รัฐธรรมนูญ” ของประเทศ ซึ่งใช้มานานกว่า 30 ปี และเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนระบอบการปกครองจาก “เผด็จการทหาร” สู่ “ประชาธิปไตย” มีข้อบกพร่องหรือไม่ จึงเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น!ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า รัฐธรรมนูญให้อำนาจประธานาธิบดีมากเกินไป ผู้นำที่หลงระเริงอาจใช้อำนาจในทางมิชอบได้ง่ายโดยไร้การตรวจสอบ พรรคสายอนุรักษนิยม รวมทั้ง “บารวน” จึงเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและให้มีการลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ควบคู่กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ใน 9 พ.ค.นี้ ฝ่ายชูแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องการให้มีการแบ่งปันอำนาจมากขึ้น โดยให้ประธานาธิบดีมีอำนาจด้านกิจการต่างประเทศและความมั่นคงเท่านั้น ส่วนอำนาจบริหารกิจการภายในให้เป็นของนายกรัฐมนตรี “ผู้นำเบอร์ 2” ซึ่งรัฐสภาเป็นผู้เลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังจะให้ลดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีลงจาก 5 ปีเหลือ 3 หรือ 4 ปี และให้เป็นได้สูงสุดแค่ 2 สมัย หรือให้มีวาระ 6 ปีไปเลย แต่ให้เป็นได้แค่สมัยเดียวแต่การรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทันการเลือกตั้ง 9 พ.ค.นี้เป็นไปไม่ได้ เพราะเวลากระชั้นชิดมาก อีกทั้งนักการเมืองยังแตกแยกกันรุนแรง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนฯ ซึ่งมีทั้งหมด 300 คน ถึง 2 ใน 3 ขึ้นไป จากนั้นต้องจัดการลงประชามติอีกทอดหนึ่งนายมูน แจ-อิน ผู้นำพรรคประชาธิปไตยสายเสรีนิยม ผู้เคยแพ้ น.ส.ปักในการเลือกตั้งปี 2555 และโพลชี้ว่าจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ก็คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญแบบเร่งรีบ และกล่าวหาว่าพรรคคู่แข่งมีแผนชิงอำนาจไปอย่างง่ายๆ โดยใช้ “ทางลัด”ตามตัวบทกฎหมาย ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ดูเหมือนมีอำนาจน้อยกว่าประธานาธิบดี “สหรัฐอเมริกา” ทั้งไม่สามารถออก “คำสั่งผู้บริหารสูงสุด” ได้ ถ้ารัฐสภาไม่อนุมัติ และแม้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้กว้างขวาง แต่การแต่งตั้ง “นายกรัฐมนตรี” ก็ต้องให้รัฐสภาอนุมัติก่อนส่วนระบบ “ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ” ก็รัดกุมใช้ได้ เพราะรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิ์ลงมติถอดถอนประธานาธิบดีได้ ดังกรณี น.ส.ปักและนายโนห์ มู-เฮียน ดังนั้น ปัญหาจึงน่าจะเกิดจาก “ตัวบุคคล” หรือผู้นำคนนั้นๆ และ “วัฒนธรรม” หรือ “ขนบประเพณี” การปกครองอันเก่าแก่ของประเทศมากกว่าเกาหลีใต้ยุคโบราณมีกษัตริย์เป็นประมุข มีอำนาจล้นฟ้า แม้จะเปลี่ยนจากระบอบเผด็จการทหารเป็นประชาธิปไตย แต่ประธานาธิบดีก็ยังมีอำนาจบารมีได้รับความเคารพยำเกรงสูงมาก รวมทั้งจากพวก “แชโบล” ที่ร่วมก่อร่างสร้างประเทศมายาวนาน โดยมีสายสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมกับผู้นำและรัฐบาลแนบแน่นแค่ผู้นำหรือรัฐบาลแย้มว่า อยากให้ช่วยอะไร พวกแชโบลที่ร่ำรวยล้นฟ้าอย่างซัมซุงก็ไม่กล้าปฏิเสธ หรือยินดี “จัดให้” แม้จะรู้ว่าผิดกฎหมาย เพราะเชื่อมั่นว่ามีอำนาจเบื้องบนปกป้องคุ้มครองอยู่ อีกทั้งตนเองก็หวังพึ่งพาอำนาจรัฐในการทำธุรกิจเช่นกันความโยงใยระหว่าง น.ส.ปัก กึน-เฮ นางชอย ซูน-ซิล เพื่อนสนิท และนายเจ.วาย. ลี ผู้นำซัมซุง ซึ่งกำลังจะ “กอดคอกันตาย” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน!บวร โทศรีแก้ว