การประชุมสุดยอดผู้นำบริกส์ ครั้งที่ 18 ประจำ พ.ศ.2569 มีอินเดียเป็นเจ้าภาพและประธานกลุ่ม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติภารัต มณฑปัม กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดียประมุขหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็น สี จิ้นผิง (จีน) วลาดิมีร์ ปูติน (รัสเซีย) ไซริล รามาโฟซา (แอฟริกาใต้) มาซูด เปเซชเคียน (อิหร่าน) ปราโบโว ซูเบียนโต (อินโดนีเซีย) ฯลฯ รวมทั้งผู้แทนกลุ่มประเทศพันธมิตร แขกรับเชิญพิเศษ และตัวแทนภูมิภาค และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมรวมกันกว่า 30 ประเทศและองค์กรการเป็นเจ้าภาพประชุมที่มีผู้คนมาชุมนุมสุมศีรษะกันหลายพันคน ทั้งผู้นำประเทศ ผู้นำภาคธุรกิจ นักลงทุน และกองทัพสื่อมวลชนจากทั่วโลกเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก อีกเรื่องสำคัญคือการเลี้ยงดูปูเสื่อที่เป็นประเด็นขึ้นมา เกิดขึ้นเมื่อมีการเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติในการเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อรับรองผู้นำและคณะผู้แทนในวันที่ 12 กันยายน 2569 รัฐบาลถูกพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองในอินเดียหยิบขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักรัฐบาลอินเดีย (นำโดย นเรนทรา โมดี ซึ่งเป็นมังสวิรัติ) มีเหตุผลที่เลือกอาหารมังสวิรัติ เพราะอาหารอินเดียสายมังสวิรัติมีประวัติศาสตร์มาช้านาน เกี่ยวพันกับศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นถั่ว เครื่องเทศ ธัญพืช และอาหารจากพืชแต่ฝ่ายค้านอินเดียไม่คิดอย่างนั้นครับ กลับมองว่าการเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติเพียงอย่างเดียวในงานระดับนานาชาติอาจไม่สะท้อนถึงความหลากหลายที่แท้จริง เพราะอินเดียมีทั้งชุมชนฮินดู มุสลิม ซิกข์ คริสต์ มีทั้งคนทานมังสวิรัติและทานเนื้อ หากนำเสนอเพียงด้านเดียว ทำให้ถูกมองได้ว่า นี่เป็นอินเดียในแบบที่รัฐบาลอยากให้เห็นมากกว่าอินเดียทั้งหมดฝ่ายค้านบอกว่าการเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติเพียงอย่างเดียวกลายเป็นการนำเอาความเชื่อทางวัฒนธรรม ศาสนามาผูกติดกับวาระทางการทูตมากจนเกินไป จนอาจไม่ตอบโจทย์แขกบ้านแขกเมืองที่มีความชอบหรือวัฒนธรรมการกินที่แตกต่างกันรัฐบาลโจมตีพรรคฝ่ายค้านกลับว่ากำลังเล่นการเมืองกับเรื่องอาหาร และพยายามสร้างดราม่าที่ไม่จำเป็นขึ้นมาโจมตีรัฐบาล ทั้งที่แขกบ้านแขกเมืองระดับผู้นำประเทศต่างๆ ก็ชื่นชมและทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่เห็นมีใครเอามาเป็นประเด็น แถมยังเหน็บว่าฝ่ายค้านอิจฉาและพยายามจะดิสเครดิตความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกครั้งนี้คนอินเดียนับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 79.8 อิสลาม ร้อยละ 14.2 คริสต์ ร้อยละ 2.3 ซิกข์ ร้อยละ 1.7 พุทธ ร้อยละ 0.7 เชนและอื่นๆ ร้อยละ 1.3ศาสนาที่แตกต่างกันก็มีความเชื่อในการทานอาหารที่แตกต่างกัน บริบททางการเมืองอินเดียจึงมีความเปราะบางและละเอียดอ่อนสูงมาก แม้กระทั่งเรื่องบนโต๊ะอาหารก็ถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีรัฐบาล เพื่อดิสเครดิตหรือสร้างแรงกดดันทางการเมืองได้ในทางการทูตระดับโลก อาหารไม่ใช่แค่เรื่องของการต้อนรับทั่วไป หรือไม่ได้เป็นเรื่องของสารอาหารหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ในมิติของรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาหารที่เสิร์ฟบนโต๊ะทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจ และเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังอย่างยิ่งวัฒนธรรมอาหารถูกนำมาใช้เพื่อการสื่อสารว่าอาหารบนโต๊ะที่เสิร์ฟไม่ว่าจะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง คานวี มิลล์–เฟย ต่อด้วยคุมบ์ กาลาวตี ไปจนถึงอาหารจานหลักต่างๆ ทั้งปะนี ลาบับดาร์ (แกงชีสอินเดียในซอสมะเขือเทศ) เข้มข้น กุชชี มาร์มิก (เห็ดมอเรลหิมาลัยปรุงเครื่องเทศ) ซุปถั่วเลนทิลมะเขือเทศแบบอินเดียใต้ ข้าวอบธัญพืชมิลเลตรวมทั้งนาน โรตี คุลชา ฯลฯ ล้วนแสดงอัตลักษณ์ความเป็นอินเดียจากหลายภูมิภาค เหมือนกับที่ญี่ปุ่นใช้ซูชิ เกาหลีใช้กิมจิ หรือแม้แต่ไทยที่ใช้ต้มยำกุ้งและอาหารไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์การเลี้ยงรับรองระดับนานาชาติจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง อย่าให้ถูกวิจารณ์ได้ว่าเจ้าภาพเพิกเฉยต่อความหลากหลายของแขกบ้านแขกเมือง และประชาชนกลุ่มอื่นในประเทศ จนกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งและลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม