หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทม์สรายงานว่า เมื่อสิงหาคม 2026 เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ นำนายทหารและเจ้าหน้าที่พลเรือนในคณะเสนาธิการร่วมประมาณ 50 คน ไปตรวจด้วยเครื่องจับเท็จ เพื่อจับว่า ใครนำข้อมูลลับเรื่องคลังอาวุธของสหรัฐฯไปบอกกับผู้สื่อข่าวผู้ถูกตรวจไม่ได้มีเฉพาะคนในคณะเสนาธิการร่วมเท่านั้น แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการอื่นด้วยการตรวจครั้งนี้ถือว่าผิดปกติมาก เพราะแม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางตำแหน่งจะต้องผ่านเครื่องจับเท็จเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว แต่การเรียกคนระดับสูงมาตรวจพร้อมกันหลายสิบคนเช่นนี้ แทบไม่เคยเกิดขึ้นในกองทัพสหรัฐฯ ยุคใหม่ข้อมูลที่รั่วออกไปคือ ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธทันสมัย ซึ่งถูกนำออกมาใช้เป็นจำนวนมากในสงครามกับอิหร่าน โดยเฉพาะขีปนาวุธพิสัยไกล และขีปนาวุธสกัดกั้นที่ใช้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตและทาด อาวุธเหล่านี้มีราคาแพง ผลิตยาก และไม่สามารถผลิตทดแทนได้ภายในเวลาไม่กี่วันข้อมูลจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ หรือ CSIS ประเมินว่า ก่อนสงคราม สหรัฐฯมีขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออต 2,330 ลูก แต่เมื่อถึงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 อาจเหลือเพียง 759–827 ลูก ส่วนขีปนาวุธสกัดกั้นทาด จากที่เคยมี 452 ลูก อาจเหลือเพียง 234–278 ลูก ตัวเลขเหล่านี้ใกล้เคียงความจริง สหรัฐฯ ใช้อาวุธป้องกันภัยทางอากาศไปมากและต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะผลิตกลับมาได้เท่าเดิมปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สหรัฐฯ ไม่มีระเบิดหรือกระสุนเหลืออยู่เลย เพราะสหรัฐฯ ยังมีอาวุธอีกมหาศาล ปัญหาแท้จริงอยู่ที่อาวุธรุ่นใหม่บางชนิด ซึ่งจำเป็นต้องใช้ป้องกันฐานทัพ เรือรบ เมืองใหญ่ และประเทศพันธมิตร จากขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามหากอาวุธเหล่านี้ลดลงมาก สหรัฐฯอาจต้องคิดหนักว่าจะส่งไปช่วยอูเครน หรือเก็บไว้ป้องกันพันธมิตรในตะวันออกกลาง หรือสำรองไว้รับมือจีนและรัสเซีย นักวางแผนทางทหารจึงไม่ได้กลัวเพียงสงครามที่กำลังเกิดขึ้น แต่กลัวว่าสงครามครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นในขณะที่คลังอาวุธยังเติมไม่เต็มเมื่อข่าวนี้ออกมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจอย่างมาก และยังออกมาโม้ว่า สหรัฐฯยังมีกระสุนและอาวุธจำนวนมหาศาล แถมยังเร่งสร้างโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิต แต่ทรัมป์ก็ยอมรับว่า อาวุธทันสมัยบางประเภทมีจำนวนจำกัด ทรัมป์ประกาศว่าจะตามล่าไอ้คนปล่อยข้อมูล และขู่ว่าผู้กระทำผิดอาจต้องรับโทษติดคุกหัวโตโฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐอ้อมแอ้มว่า อ้า กระทรวงกลาโหมไม่ขอพูดถึงเรื่องบุคลากรหรือการสอบสวนภายใน แต่ถือว่าการปล่อยข้อมูลลับด้านความมั่นคงเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะทำให้ประเทศและทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ทั่วโลกตกอยู่ในอันตรายเรื่องที่น่าสนใจที่สุดคือ ซีบีเอสนิวส์ระบุว่า ในบรรดาคนที่ถูกตรวจ ยังไม่มีใครสอบตกในคำถามที่เกี่ยวกับการปล่อยข่าวให้สื่อ หมายความว่า แม้จะเรียกคนมาตรวจหลายสิบคน เจ้าหน้าที่ก็ยังหาตัวผู้ปล่อยข้อมูลไม่ได้เครื่องจับเท็จเองก็ไม่ได้จับคำโกหกโดยตรง เครื่องนี้ตรวจเพียงความเปลี่ยนแปลงของชีพจร การหายใจ ความดันโลหิต และเหงื่อ ขณะผู้ถูกตรวจตอบคำถาม คนบริสุทธิ์ที่ตกใจหรือกลัวก็อาจมีอาการผิดปกติได้ ขณะที่คนซึ่งโกหกแต่ควบคุมอารมณ์ได้ดีอาจไม่แสดงอาการออกมาข่าวนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าพาดหัวว่าคลังกระสุนสหรัฐฯ ใกล้หมดเพราะยังไม่มีหลักฐานว่าสหรัฐฯ ไม่มีอาวุธเหลือใช้ สิ่งที่ควรจับตามองคือ อาวุธทันสมัยบางชนิดกำลังลดลงเร็วกว่าที่โรงงานจะผลิตทดแทน และความจริงเรื่องจำนวนอาวุธกลายเป็นข้อมูลลับที่รัฐบาลสหรัฐไม่ต้องการให้ศัตรูรู้แต่ยิ่งรัฐบาลพยายามปิดข่าว ผู้คนก็ยิ่งสงสัยว่า สถานการณ์ที่แท้จริงอาจหนักกว่าที่เปิดเผยหรือไม่ท้ายที่สุด เครื่องจับเท็จอาจตรวจวัดชีพจรของคนได้ แต่ไม่อาจตรวจวัดความหวาดระแวงที่กำลังไหลเวียนอยู่ทั่วเพนตากอน และเมื่อกองทัพที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกต้องนำคนของตนเองหลายสิบคนเข้าเครื่องจับเท็จ สิ่งที่กำลังร่อยหรออาจไม่ใช่เพียงขีปนาวุธในคลัง หากยังรวมถึงความไว้วางใจของคนในกองทัพเดียวกันด้วย.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม