ถึงโลกจะหมุนเร็วแค่ไหน...เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ธรรมชาติของมนุษย์แทบไม่เปลี่ยนเลย มนุษย์ทุกคนยังอยากได้รับการยอมรับ, อยากรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ, อยากได้รับความเคารพ และอยากฟังใครสักคนที่บอกว่าฉันมีความหมายนี่คือเหตุผลที่หนังสือ “How to Win Friends and Influence People” ของ “เดล คาร์เนกี” ยังคงทรงพลัง แม้จะเขียนไว้ตั้งแต่ปี 1936 รวบรวมจากประสบการณ์การสอนหลักสูตรการพูดในที่สาธารณะ และการสร้างมนุษยสัมพันธ์ โดยมีหัวใจอยู่ที่ “การเข้าใจมนุษย์ก่อนพยายามเปลี่ยนมนุษย์”กฎข้อแรกในการชนะใจคนคือ “ก่อนจะตำหนิใคร อย่าด่วนตัดสินเขา” ฟังดูง่ายแต่เป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต เวลาเจอคนทำผิด สมองเรามักตัดสินคนอื่นไปก่อนแล้ว แต่ “คาร์เนกี” แนะว่า การตำหนิไม่เคยเปลี่ยนคนได้อย่างยั่งยืน เพราะเมื่อมนุษย์ถูกโจมตี สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเรียนรู้ แต่คือการป้องกันตัว เขาจะหาเหตุผลโยนความผิด, ปกป้องศักดิ์ศรีตัวเอง หรือโจมตีกลับ คนฉลาดทางสังคมจะไม่ถามว่า “ฉันจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเขาผิด?” แต่จะถามว่า “ฉันควรทำอย่างไรให้เขาอยากเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง?”“ฟังให้มากกว่าพูดผู้ฟังที่ดีคือของขวัญสำหรับทุกคน” หนึ่งในกับดักใหญ่ของมนุษย์คือ เรามักฟังคนอื่นเพื่อเตรียมคำตอบของตัวเอง ทั้งๆที่การฟังที่ดีคือฟังเพื่อเข้าใจคู่สนทนา ไม่ใช่เพื่อโต้ตอบ ลองสังเกตว่าคนที่เรารู้สึกดีด้วยจริงๆ หลายคนไม่ใช่คนพูดเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้รู้สึกว่า “เขาฟังฉันจริงๆ” “จำชื่อคนให้ได้ เพราะชื่อคนคือส่วนหนึ่งของตัวตน” เวลาคุยกับใครแล้วเขาจำชื่อเราได้ ทั้งที่เพิ่งพบกันไม่กี่ครั้ง มันช่างน่าประทับใจ และรู้สึกถึงการให้เกียรติกัน“สนใจคนอื่นอย่างจริงใจ ไม่ใช่แกล้งสนใจเพื่อผลประโยชน์” ในขณะที่โลกออนไลน์กระตุ้นให้เราหิวแสง แต่ “คาร์เนกี” กลับสอนว่าทำอย่างไรให้เราสนใจคนอื่นอย่างจริงใจ อาจจะโดยการตั้งคำถาม, ฟังเรื่องของเขาอย่างตั้งใจ, จำรายละเอียดเล็กๆได้, สนใจสิ่งที่เขาสนใจ และอย่าลากทุกบทสนทนากลับมาที่ตัวเอง ประตูไม่ได้เปิดด้วยคำว่า “ฉันเก่งฉันสวย” แต่เปิดใจคนด้วยการพูดว่า “เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”“อย่าเถียงเพื่อชนะ อย่าทำให้ใครเสียหน้า เพราะศักดิ์ศรีที่ถูกทำลายอาจเป็นแค้นฝังใจ” สมมติว่าเราชนะการโต้เถียง เราพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายผิด เรามีเหตุผลเหนือกว่า แต่เรากลับแพ้ในความสัมพันธ์ เพราะอีกฝ่ายแค้นใจว่า “คนนี้ทำให้ฉันรู้สึกด้อย” แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ลองเปลี่ยนการปะทะให้เป็นการสนทนา โดยชวนคิดในมุมมองที่ต่างกัน ไม่ใช่จ้องเอาชนะ“ถ้าต้องการเปลี่ยนใจคน อย่าเริ่มจากการบอกว่าเขาผิด แต่ให้เริ่มจากสิ่งที่เขาเห็นด้วยกับเรา” แทนที่จะสร้างกำแพง ให้สร้างสะพานเชื่อมใจคน คนเราจะเปิดใจมากขึ้นเมื่อรู้สึกว่า เรากำลังร่วมมือกันค้นหาคำตอบ แทนที่จะถูกคนอื่นตัดสิน หรือผลักไสให้เป็นคนละพวก“จุดเปลี่ยนของการโน้มน้าวใจคน คือการเข้าใจแรงปรารถนาของอีกฝ่าย” ให้ถามเสมอว่าแล้วเขาจะได้อะไร เช่น ถ้าเราอยากให้ลูกค้าซื้อสินค้า อย่าพูดแต่ข้อดีของสินค้า แต่ให้ถามว่าลูกค้าต้องการอะไร ถ้าเราอยากให้ลูกน้องทำงานดีขึ้น อย่าพูดแต่เป้าหมายองค์กร แต่ทำให้เขาเห็นว่าเขาจะได้อะไร“ชมอย่างเฉพาะเจาะจงด้วยความจริงใจ แต่ไม่ใช่คำหวานลอยๆ” คำชมที่ไม่มีความจริงใจคือการประจบ ซึ่งแตกต่างกันมากกับคำชื่นชมอย่างจริงใจที่มีรายละเอียดอย่างเฉพาะเจาะจง“เลิกหมกหมุ่นกับตัวเอง” อยากให้คนฟังเรา? จะต้องฟังเขา ก่อน...อยากให้คนชอบเรา? จะต้องสนใจเขาก่อน...อยากให้คนยอมรับเรา? จะต้องยอมรับเขาก่อน เหนืออื่นใดจงทำให้คนอื่นรู้สึกมีคุณค่า“อย่าพยายามเอาชนะความอิจฉา ด้วยการทำให้เขาแพ้ เพราะยิ่งกระตุ้นอัตตา” ให้ใช้สูตรต่ำโปรไฟล์ แต่สูงด้วยผลงาน ไม่ต้องประกาศความสำเร็จที่ทิ่มตาคนขี้อิจฉา, ไม่ตอบโต้คำเหน็บ, ไม่เล่าความลับ, ไม่แข่งขันด้วยอารมณ์ และให้ผลงานเป็นคนพูดแทนคุณไม่จำเป็นต้องทำตัวเล็กลง เพื่อให้ใครรู้สึกสูงขึ้น ให้ใช้ความนิ่งสยบไฟอิจฉา ไม่ว่าใครก็ไม่มีวันลากเราเข้าไปเล่นเกมของเขาได้.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม