สหรัฐฯมีกองทัพที่ทรงอานุภาพที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ ดาวเทียม และงบประมาณมหาศาล แต่มีสงครามชนิดหนึ่งที่อาวุธราคาแพงเหล่านี้ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก นั่นคือ สงครามที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของทหารอเมริกันเองกลางเดือนสิงหาคม ค.ศ.2026 พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ไปตรวจเยี่ยม เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น หลังมีรายงานถึงความเหนื่อยล้า สภาพความเป็นอยู่ และปัญหาสุขภาพจิตของกำลังพลบนเรือเรืออับราฮัม ลินคอล์น ถูกส่งเข้าเขตปฏิบัติการมานานกว่า 200 วัน กำลังพลปฏิบัติภารกิจการบินมากกว่า 10,000 เที่ยว และใช้อาวุธไปกว่า 1.5 ล้านปอนด์ การประจำการเดิมกำหนดไว้ 7 เดือน แต่ถูกขยายออกไปอีกมากกว่า 1 เดือนมีรายงานว่าลูกเรืออย่างน้อย 2 นายพยายามกระโดดออกจากเรือขณะที่มีรายงานถึงวิกฤติสุขภาพจิตของกำลังพล พลเรือเอก คูเปอร์ ยอมรับว่า การอยู่กลางทะเลเป็นเวลายาวนาน ท้าทายและยากลำบากจริงๆ สุขภาพจิตจำเป็นต้องได้รับความสนใจเช่นเดียวกับสุขภาพกายเรื่องไม่ได้จบอยู่ที่เรืออับราฮัม ลินคอล์นมีการเผยแพร่ภาพสภาพความเป็นอยู่บนเรือยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งกำลังเข้ามารับภารกิจต่อ ภาพที่ปรากฏมีทั้งพื้นน้ำสกปรก ท่อผุกร่อน และห้องส้วมที่เลอะเทอะสกปรก ลูกเรือบางส่วนยังร้องเรียนเรื่องอาหารสดและเสบียงว่าไม่พอและไม่มีคุณภาพเรือยูเอสเอส จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ก็มีเสียงร้องเรียนคล้ายกัน หลังอยู่กลางทะเลกว่า 4 เดือนครึ่ง มีการกล่าวถึงการขาดแคลนอาหารและน้ำปัญหาใหญ่ของทหารหลังจากการสู้รบซึ่งมีหลักฐานเป็นตัวเลขรองรับมานานแล้ว นั่นคือการฆ่าตัวตายในหมู่ทหารอเมริกันงานศึกษาที่เผยแพร่เมื่อ ค.ศ.2024 ซึ่งตรวจสอบการเสียชีวิตของทหารบกประจำการสหรัฐฯ 2,530 นาย ระหว่าง ค.ศ.2014-2019 พบว่า การฆ่าตัวตายกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง และทหารในกลุ่มที่ศึกษามีโอกาสเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่าจากการรบเกือบ 9 เท่าค.ศ.2023 มีทหารประจำการ กองหนุน และกองกำลังป้องกันชาติ ฆ่าตัวตายรวม 531 นาย ในจำนวนนี้เป็นทหารประจำการ 363 นายค.ศ.2024 จำนวนผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายลดลงเหลือ471 นาย ลดลงประมาณร้อยละ 11 แต่เมื่อมองในระยะยาว เพนตากอนเอง ยอมรับว่าอัตราการฆ่าตัวตายของกำลังพลประจำการยังเป็นปัญหาที่น่ากังวลข้อมูลเบื้องต้นของ ค.ศ.2025 ยิ่งน่าสนใจ ระบบวิเคราะห์ผู้สูญเสียของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า มีทหารประจำการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายอย่างน้อย 323 นาย คิดเป็นร้อยละ 38.8 ของการเสียชีวิตทั้งหมดของทหารประจำการในปีนั้น มากกว่าการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ แต่สิ่งที่น่าคิดยิ่งกว่าคือ เมื่อทหารถอดเครื่องแบบกลับบ้าน ปัญหาก็ไม่ได้สิ้นสุดตามการรับราชการกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกสหรัฐฯ มีรายงานประจำปีด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายของทหารผ่านศึก ข้อมูลการเสียชีวิตล่าสุดที่นำมาวิเคราะห์ถึง ค.ศ.2023 ปีเดียวมีทหารผ่านศึกอเมริกันฆ่าตัวตาย 6,398 คน (เฉลี่ยวันละ 17.5 คน) ที่ฆ่าตัวตายมากที่สุด เป็นทหารผ่านศึกอายุ 18-34 ปีอะไรทำให้คนที่เคยผ่านเสียงปืนและระเบิด กลับพ่ายแพ้ต่อความเงียบเมื่อกลับถึงบ้านส่วนหนึ่งคือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ อีกส่วนคือ ภาวะบาดเจ็บทางสมองจากแรงระเบิดและแรงกระแทก รวมถึงความเจ็บปวดเรื้อรัง ปัญหาครอบครัว การเงิน และความโดดเดี่ยวสงครามไม่ได้สิ้นสุดในวันที่ทหารเดินออกจากสนามรบบาดแผลบนร่างกายอาจหาย แต่บาดแผลบางชนิดไม่มีเลือด ไม่มีผ้าพันแผล และไม่มีใครมองเห็นหลังจากรัฐบาลส่งคนหนุ่มสาวออกไปทำสงครามแล้ว เมื่อพวกเขากลับมา รัฐสามารถพาพวกเขากลับมาถึงบ้านได้จริงหรือไม่เพราะการนำทหารออกจากสนามรบนั้นไม่ยากเท่ากับการนำสนามรบออกจากจิตใจของทหารสำหรับทหารอเมริกันจำนวนมาก สงครามยาวนานที่สุดเริ่มต้นขึ้นในวันที่สงครามจริงของพวกเขาสิ้นสุดลงประเทศที่ถูกสหรัฐฯเข้าไปโจมตี ใช้เงินและทรัพยากรมหาศาล แต่ทหารอาจจะตายน้อยกว่าทหารอเมริกันที่ฆ่าตัวตายเอง.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม