ข่าวจากนอร์เวย์เมื่อวันก่อน ทำให้ผมนึกถึงเมืองไทยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ที่หมู่เกาะสฟาลบาร์ด มีหมีขั้วโลกตัวหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่ตามประสาหมี หมีมิได้ปิดถนน มิได้ประท้วงรัฐบาล มิได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการ และเท่าที่ทราบก็มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด หมีเพียงแต่นอนแต่คนบนเรือลำหนึ่งเห็นเข้าก็เกิดความคิดพิสดารขึ้นมาเป่าแตรเรือเสียงดังเพื่อปลุกมัน หมีตกใจตื่นขึ้นแล้วเดินหนีไปเท่านั้นเองครับรัฐบาลนอร์เวย์ถือเป็นเรื่องใหญ่ถึงกับปรับผู้กระทำ 50,000 โครน หรือประมาณ 1.75 แสนบาท เพราะกฎหมายสฟาลบาร์ดถือว่าการรบกวนหมีขั้วโลกโดยไม่มีเหตุจำเป็น เป็นความผิดอ่านแล้วผมก็นั่งคิดว่าประเทศหนึ่งหมีขาวกำลังนอนหลับอยู่ตัวเดียว ถ้าไปปลุกมันขึ้นมารัฐถือว่าเป็นเรื่องที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองส่วนอีกประเทศหนึ่งการปล้นพื้นที่ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่าไปทำอ่างเก็บน้ำ เรื่องกลับสามารถเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แถมยังมีรายงาน มีตัวเลข มีงบประมาณ และมีคำอธิบายทางราชการเป็นปึกๆได้อย่างเรียบร้อย5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติอนุมัติให้เดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี วงเงิน 7,200 ล้านบาท โดยรัฐบาลให้เหตุผลเรื่องการเพิ่มแหล่งน้ำ พื้นที่ชลประทาน การบรรเทาอุทกภัย และการรองรับความต้องการน้ำในภาคตะวันออกเรื่องนี้ต้องพูดให้ยุติธรรมว่า รัฐบาลมิได้ประกาศว่าจะสร้างเขื่อนเพื่อแกล้งช้าง แกล้งกระทิง หรือทำให้สัตว์ป่าลำบาก รัฐบาลมีเหตุผลของรัฐบาลว่าประชาชนต้องใช้น้ำ ชาวสวนก็ต้องใช้น้ำ เมืองก็ต้องใช้น้ำ อุตสาหกรรมก็ต้องใช้น้ำโดยที่ไม่มีใครพูดว่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในโครงการที่จะต้องอนุมัติในอนาคต ก็จำเป็นจะต้องใช้น้ำมากมายมหาศาลแค่ไหนปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ว่า “ประเทศไทยควรมีน้ำหรือไม่” เพราะคนเสียสติเท่านั้นจึงจะตอบว่าไม่ควรมี คำถามอยู่ที่ว่าเราจะเอาน้ำมาโดยต้องแลกกับอะไร และได้พยายามหาทางเลือกที่ทำลายน้อยกว่านี้ถึงที่สุดแล้วหรือยังตามข้อมูลที่เผยแพร่ พื้นที่หัวงานและอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมีรวมประมาณ 11,982 ไร่ ในจำนวนนี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และผืนป่านี้มีความสำคัญในฐานะพื้นที่เชื่อมต่อทางนิเวศของกลุ่มป่าตะวันออก เป็นถิ่นอาศัยและทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ใหญ่ทั้งช้างป่าและกระทิงนี่แหละครับที่ทำให้ผมนึกถึงหมีนอร์เวย์ที่นอร์เวย์ หมีถูกปลุกจากที่นอนแล้วเดินหนีไปไม่กี่ก้าว คนปลุกเสียเงินแต่ที่จันทบุรีหากผืนป่าหลายพันไร่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำ สัตว์ป่าจะมิได้ถูกปลุกให้ “ย้ายไปนอนตรงโน้นหน่อย” มันอาจต้องเปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนเส้นทางหากิน เปลี่ยนแหล่งน้ำ และบางส่วนอาจถูกผลักให้ออกมาเผชิญหน้ากับชุมชนมนุษย์มากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกังวลที่องค์กรอนุรักษ์ยกขึ้นคัดค้านโครงการบางทีความแตกต่างระหว่างประเทศมิได้อยู่ที่ความร่ำรวยอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลถือว่าสัตว์ป่ามีสิทธิ์ในบ้านของมันมากเพียงใด ฝรั่งนอร์เวย์เห็นหมีนอนหลับก็ถือว่าที่ตรงนั้นเป็นบ้านของหมี ห้ามส่งเสียงดังส่วนบ้านเราเห็นป่ามีช้าง มีกระทิง มีสัตว์ป่าอยู่ กลับถามว่า “ตรงนี้เก็บน้ำได้กี่ล้านลูกบาศก์เมตร”บ้านเมืองจะไม่สร้างถนน ไม่สร้างอ่าง ไม่สร้างโรงพยาบาล ไม่สร้างอะไรเลยก็คงไม่ได้ แต่คำว่าพัฒนา จะมีความหมายก็ต่อเมื่อหลังการพัฒนาแล้ว คนอยู่ได้ สัตว์อยู่ได้ และป่ายังเหลือพอที่จะเรียกว่าป่าหากเราสร้างความเจริญโดยย้ายบ้านของสิ่งมีชีวิตอื่นออกไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเราอาจมีเขื่อน มีถนน มีนิคมอุตสาหกรรม มีตัวเลขจีดีพีงดงามเต็มไปหมดแต่พอหันไปถามว่า “แล้วช้างไปอยู่ไหน” คนในห้องประชุมอาจต้องเปิดเอกสารอีกสามแฟ้มจึงจะตอบได้ผมขอฝากข่าวหมีขั้วโลกตัวนี้ไปถึงรัฐบาลไทย.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม