ความรักคืออะไร เป็นหนึ่งในคำถามเก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ “I Philo U” ปรัชญาความรักจากเพลโตถึงนิทเช คือหนังสือที่พาเดินทางผ่านแนวคิดเรื่องความรัก ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณจนถึงโลกสมัยใหม่ ผ่านสายตาของนักปรัชญาระดับโลก ผู้พยายามทำความเข้าใจหัวใจมนุษย์ในรูปแบบแตกต่างกันออกไปแง่คิดหลากหลายเกี่ยวกับความรักของนักปรัชญาระดับโลก ถูกนำมาบอกเล่าใหม่ด้วยภาษาสนุก, เข้าถึงได้ง่าย และเป็นกันเองสุดๆ โดย “เจ๊ป้อง–ชมะนันท์ จันทร์ศรี” นักคิดนักเขียนชาวไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสยาวนานข้ามทศวรรษ และได้พบรักแต่งงานกับหนุ่มฝรั่งเศสในสังคมกรีกโบราณคงเคยได้ยินว่า เมื่อถึงวัยอันควรที่เด็กหนุ่มต้องออกไปศึกษาหาความรู้ พวกเขาจะถูกส่งไปร่ำเรียนกับอาจารย์เก่งๆ โดยอาจารย์เหล่านั้นจะสอนวิชาต่างๆ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ สังคมสมัยนั้นมองว่าการที่อาจารย์มีความสัมพันธ์ทางกายกับลูกศิษย์ไม่ใช่เรื่องผิด โดยมีเงื่อนไขว่าความสัมพันธ์จะต้องยุติลงเมื่อลูกศิษย์เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เรื่องรักระหว่างอาจารย์กับศิษย์ที่โด่งดังสะเทือนวงการปรัชญาคือ ความรักระหว่าง “โสกราตีส” อาจารย์ของ “เพลโต” กับลูกศิษย์หล่อรวย “อัลซิไบอาดีส” เปรียบดังซีรีส์วายที่ไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้จะผูกพันรักใคร่กัน แต่การที่ “โสกราตีส” ปฏิเสธจะมีเพศสัมพันธ์กับ “อัลซิไบอาดีส” เป็นการตอกย้ำจุดยืนในความรักเหนือร่างกาย ซึ่งคือแก่นของความรักในแบบเพลโต “เพลโตนิกเลิฟ” “เพลโต” มองความรักอยู่เหนือร่างกาย ความรักไม่ได้ หมายถึงการรักใครสักคน แต่คือการรักในความสวยงามอันเป็นสากลที่คนคนนั้นสะท้อนออกมา รักของเพลโตเป็นความรักที่ เน้นเรื่องจิตวิญญาณ โดยความรักพัฒนาจากการหลงใหลความงามทางกายไปสู่ความรักที่เป็นนามธรรม และสุดท้ายนำไปสู่ความรักในความรู้อันเป็นความรักขั้นสูงสุด ความคิดแบบเพลโตช่วยตอบคำถามว่าทำไมเราจึงรักคนคนเดิมได้ ทั้งๆที่ร่งกายเขาเปลี่ยนไปจากวันแรกที่เราตกหลุมรัก เราไม่ได้รักเขาเพราะความหล่อความสวย แต่เรารักในความใจดีของเขา ความรักแบบนี้จะไม่หมดอายุไปตามร่างกายที่ร่วงโรยเพราะอะไร “ลูครีเซียส” จึงเตือนให้วิ่งหนีจากความรัก เขาคือนักปรัชญาชาวโรมันที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญากรีกของ “เอพิคิวรัส” เจ้าลัทธิแห่งสุขนิยม พวกเอพิคิวรัสมองความรักเป็นภาพมายาที่เกิดจากตัณหา เวลาเรารักใครจะมองข้ามข้อเสียของคนที่เรารัก ความรักของ “ลูครีเซียส” จึงเป็นเหมือนอาการป่วย ถ้าอยากให้คู่รักของเรารักเราไปนานๆ เราก็ต้องยื้ออาการป่วยนี้ไปนานๆให้เขาอยู่กับจินตนาการและมายาคติที่เราปรุงแต่งให้มากกว่าความจริง เพราะรู้ถึงพิษสงของรัก “ลูครีเซียส” จึงแนะนำให้คนมีปัญญาวิ่งหนีจากความรักซะ แล้วไปใช้ชีวิตตามหลักการนี้ คือใช้ความสุขเป็นตัวนำทางชีวิต และมองหาความเสียวเรื่อยๆ ตามทัศนะของเขาเชื่อว่า เราควรหาความสุขอันเรียบง่ายตามแต่ร่างกายจะมอบให้ได้ จงไปมีเซ็กซ์ ไปนอนกับใครก็ได้ เพราะความรักเป็นเพียงมายาจากความกำหนัด ทั้งที่จริงๆแล้วการมีเซ็กซ์ก็ไม่ต่างกับการกินข้าวเมื่อหิว“ฟรีดริช นิทเช” ตั้งคำถามต่อคุณค่าของความรักและการโอบรับทั้งทุกข์สุขในรักอย่างท้าทาย เขาเป็นนักปรัชญาที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักคิดรุ่นหลังๆมากมาย และเป็นคนล้มกระดานความคิดกระแสหลักของปรัชญาตะวันตกอายุนับพันปี โดยตำหนิปรัชญาตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากโสกราตีสผ่านเพลโต ซึ่งหมกมุ่นกับความเชื่อแบบทวินิยม ที่เชื่อว่าความจริงไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้จนทำให้มนุษย์ด้อยค่าโลกที่เราอยู่ “นิทเช” มองว่าชาวกรีกโบราณต่างหากที่เข้าใจชีวิตมนุษย์ดีและน่าศึกษา ขณะที่การแสวงหาความจริงของปรัชญาตะวันตกเป็นเรื่องหลอกเด็ก เขาเชื่อว่าบนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “เจตจำนงสู่อำนาจ” เป็นตัวขับเคลื่อนสรรพสิ่ง ซึ่งไม่ได้หมายถึงการอยากมีอำนาจทางการเมือง แต่เป็นพลังชีวิตของสิ่งต่างๆบนโลกที่อยากจะดำรงอยู่, อยากจะเติบโต และอยากมีอำนาจเหนือสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ เขาปฏิเสธค่านิยมเก่าๆทั้งหมด และมองว่าการแต่งงานคือเรื่องน่าสมเพช โดยชี้ว่าการมีชีวิตคู่ที่เป็นสุขต้องอาศัยมิตรภาพ ฉะนั้น ก่อนลงหลักปักฐานกับใครถามตัวเองก่อนว่า เราจะพูดคุย ถกเถียงกับคนคนนี้ไปจนแก่เฒ่าได้ไหม...เกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องเรียนรู้ที่จะรัก และหานิยามความรักของตัวเองให้เจอ.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม