นับตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกอุบัติขึ้น 4 ปีก่อน ทางรัฐบาลยุโรปก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักทางเศรษฐกิจ หลังตัดสินใจใช้มาตรการต่อต้านสินค้าพลังงานจากรัสเซียจากเคยซื้อก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบราคาย่อมเยาโดยตรงจากรัสเซีย ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ของที่แพงขึ้น หันไปซื้อน้ำมันและก๊าซรัสเซียจากประเทศที่สาม ซึ่งทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางอัปราคา รวมถึงใช้บริการจากสหรัฐอเมริกา ขนส่งสินค้าพลังงานข้ามน้ำข้ามทะเลมายังยุโรปชาติยุโรปยังพอหายใจได้ แต่ต้องรับสิ่งที่ตามมาคือ “ต้นทุนเพิ่มขึ้น” ในเรื่องการผลิตไฟฟ้า ภาคประชาชนและธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวแบกรับค่าไฟแพงที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอย่างไรก็ตาม ทางเลือกนี้ดูเหมือนจะเผชิญอุปสรรคซ้ำเติม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯส่งสัญญาณ “ข่มขู่เพื่อต่อรอง” กับยุโรป ประกาศว่ามีความเป็นไปได้ที่อเมริกาอาจไม่ขายก๊าซธรรมชาติเหลวให้ยุโรปอีกต่อไป นายคริส ไรท์ รมว.พลังงานสหรัฐฯ พูดชัดว่า “สินค้าพลังงานของเราจะไหลไปทางอื่นแทน”โดยต้นเหตุความไม่พอใจมาจากนโยบายสีเขียวของสหภาพยุโรป สภาอียูอยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด กำหนดให้ก๊าซธรรมชาติที่ยุโรปนำเข้าจำเป็นต้องมีการควบคุมปริมาณค่ามีเทนให้ได้มาตรฐานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีกำหนดบังคับใช้ในปี 2570 ซึ่งยุโรปยืนยันว่าเป็นเรื่องจำเป็น และถือเป็นมาตรการสำคัญด้านพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแต่กรณีนี้ทางสหรัฐฯยืนยันว่า เครือข่ายโรงงานก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯมีขนาดใหญ่มาก จึงเป็นเรื่องยากที่จะ “ปฏิบัติได้จริง” ในการมานั่งตรวจสอบเช็กค่ามีเทนในสินค้าแต่ละลอต ส่วนเรื่องบทลงโทษค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป อาจส่งผลให้บริษัทอเมริกันไม่อยากทำสัญญาในระยะยาวด้วยเหตุนี้ทางสหรัฐฯจึงขอร่วมวงกับกาตาร์ แอลจีเรีย ไนจีเรีย เรียกร้องให้ยุโรปแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวให้เหมาะสม หรือชะลอการผ่านร่างกฎหมายไปก่อน สรุปง่ายๆ คือยุโรปควรปรับเปลี่ยนมาตรฐานของตัวเอง หากคิดจะค้าขายกัน ไม่ใช่คนอื่นปรับให้เข้ากับมาตรฐานยุโรปการที่สหรัฐฯกล้าที่จะต่อรองเช่นนี้ ก็เพราะทราบดีว่ายุโรปไม่มีทางเลือกอื่น จะกลับไปหารัสเซียก็ไม่ได้ ประกาศตัวเป็นศัตรู ไม่เผาผีกันไปแล้ว จำเป็นต้องพึ่งพลังงานจากอเมริกา กลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจให้แก่ประเทศอื่นๆทั่วโลก ในเรื่องความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม