20-22 มิถุนายน 2026 มีการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหรือเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุด ประกาศในที่ประชุมว่า ‘เกาหลีเหนือต้องสำแดงความเป็นรัฐนิวเคลียร์’ เพื่อรับมือกับความมั่นคงของโลกที่คาดเดาไม่ได้ พร้อมทั้งสั่งเร่งผลิตเรือลาดตระเวนขีปนาวุธนำวิถีขนาด 10,000 ตัน‘รัฐนิวเคลียร์’ หรือ Nuclear-Armed State คือประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองและมีขีดความสามารถในการส่งหรือจุดระเบิดอาวุธนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารได้จริงย้อนหลังกลับไปเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ค.ศ.1956 หลังพ้นสงครามเกาหลีได้ไม่นาน คิม อิล-ซุง ปู่ของคิม จอง-อึน เริ่มเห็นถึงภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เกาหลีเหนือจึงเซ็นข้อตกลงกับสหภาพโซเวียต เพื่อส่งนักวิทยาศาสตร์ไปฝึกอบรมด้านนิวเคลียร์ที่สถาบันวิจัยในโซเวียตช่วงต้นทศวรรษ 1960 เกาหลีเหนือเริ่มพัฒนาศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ยองบยอน และได้รับเตาปฏิกรณ์วิจัยขนาดเล็กจากโซเวียตใน ค.ศ.1965 นี่คือสารตั้งต้นแรกของโครงการทั้งหมดค.ศ.1985 เกาหลีเหนือยอมลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation Treaty-NPT) แม้ว่าจะลงนามในสนธิสัญญานี้ แต่เกาหลีเหนือก็ยังเร่งพัฒนาศักยภาพในการสร้างเตาปฏิกรณ์และโรงงานสกัดพลูโตเนียม แถมยังสกัดพลูโตเนียมจำนวนมากกว่าที่รายงานจนในที่สุด มกราคม ค.ศ.2003 เกาหลีเหนือถอนตัวออกจากสนธิสัญญา NPT อย่างเป็นทางการ และขับไล่ผู้ตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ออกนอกประเทศ เป็นการปลดล็อกตัวเองสู่การสร้างอาวุธอย่างสมบูรณ์9 ตุลาคม ค.ศ.2006 เกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินครั้งแรกอย่างประสบความสำเร็จ ที่สถานีทดลองพุงกเย-รี แรงสั่นสะเทือนทางธรณีวิทยาได้รับการยืนยันจากทั่วโลก แม้จะมีอานุภาพไม่สูง ประมาณ 0.7-2 กิโลตันเหตุการณ์ในวันนั้นคือวันที่เกาหลีเหนือได้ก้าวข้ามเส้นขีดความสามารถ กลายเป็นรัฐนิวเคลียร์โดยพฤตินัย ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ออกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือสิ่งที่ทำให้สหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตกขนพองสยองเกล้าคือ เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินทั้งหมด 6 ครั้ง ที่สถานีทดลองพุงกเย-รี ทางตะวันออก เฉียงเหนือของประเทศย้อนหลังกลับไป 10 กว่าปีที่แล้ว ผมในฐานะประธานที่ปรึกษา ของบริษัทที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เดินทางไปสาธารณรัฐนามิเบีย ได้พบนักวิทยาศาสตร์เกาหลีเหนือโดยบังเอิญนามิเบียมีแร่ยูเรเนียมซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ เป็นหนึ่งในแหล่งแร่ยูเรเนียมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก และเป็นผู้ผลิตยูเรเนียมรายใหญ่ของโลก แทบไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า นักวิทยาศาสตร์เกาหลีเหนือเหล่านี้ไปทำอะไรในนามิเบียความน่ากลัวของเกาหลีเหนือคือ ความเร็วในการพัฒนา เพราะทดสอบแต่ละครั้งอานุภาพทำลายล้างก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากผลการทดสอบครั้งแรก สหรัฐฯและพันธมิตรหัวเราะจนฟันกระเด็นออกมานอกปาก เยาะเย้ยว่า อานุภาพนิวเคลียร์จุ๋มจิ๋มขนาดนี้จะไปทำอะไรใครได้ แต่เกาหลีเหนือก็ยังคงมุ่งมั่นทดสอบมาเรื่อยๆจนกระทั่งการทดสอบครั้งล่าสุดเมื่อ 3 กันยายน 2017 ระเบิดไฮโดรเจนทำลายล้างสูง (Two-stage Thermonuclear Bomb) นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่ามีอานุภาพ 100-250 กิโลตัน รุนแรงกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมาเกิน 10 เท่า เป็นการทดสอบที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือ แรงระเบิดทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 และทำให้โครงสร้างภูเขาเหนือสถานีทดลองพุงกเย-รีพังทลายลงมาบางส่วนเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติรัฐที่กล้ายืนหยัดท้าทายมหาอำนาจเดี่ยวอย่างสหรัฐฯมายาวนาน ผู้นำเกาหลีเหนือเชื่อว่า ชาติรัฐที่ยอมล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ สุดท้ายล้วนถูกชาติตะวันตกแทรกแซงและลงเอยด้วยการล่มสลายของระบอบการปกครองแทบทั้งสิ้น การเป็นรัฐนิวเคลียร์คือเกราะป้องกันตัวที่ทำให้สหรัฐฯและตะวันตกไม่กล้าตอแยด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่วางมายาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ ทำให้ดินแดนที่ได้ชื่อว่ายากจนที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออก ยกระดับกลายเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพยับยั้งมหาอำนาจ จนไม่มีชาติไหนกล้าใช้กำลังทหารบุกแทรกแซง เพราะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากการตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม