กำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งสำคัญของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ทั่วโลกพากันรับรู้ว่า “พญามังกร” กับ “พญาอินทรี” ในวันนี้ อยู่ในระดับที่ทัดเทียมกันแล้ว และผู้นำสหรัฐฯจำเป็นที่จะต้องเข้าหา เพราะกลยุทธ์ต่างๆที่ได้ดำเนินการกับจีน ไม่สามารถบีบคั้นให้อยู่หมัดได้เหมือนกับชาติอื่นๆโดยกรณีนี้มีรายงานที่น่าสนใจจากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัยแห่งประเทศจีน (CICIR) ซึ่งบ่งชี้ว่าประเทศจีนก็กำลังมองเช่นเดียวกันว่าจีนวันนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าสหรัฐฯ สถานการณ์ระหว่างประเทศกำลังมีความซับซ้อนและผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้สังคมโลกในปัจจุบันมีความต้องการ “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ” ที่มีความเป็นยุทธศาสตร์ สร้างสรรค์ และมั่นคง มากกว่ายุคใดๆที่ผ่านมาจีนมองว่าความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้มีอยู่ 3 ประการหลักคือ 1.การเปลี่ยนของระเบียบโลก ทุกๆครั้งที่โลกเผชิญกับความวุ่นวาย ก็จะเกิดช่วงเวลาที่ไร้เสถียรภาพตามด้วยการมีระบบมาควบคุมกำกับดูแล อย่างการถือกำเนิดของ “ระบบแวร์ซาย-วอชิงตัน” ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ “ระบบยัลตา” การหารือกำหนดแนวทางโลกของผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาคมโลกในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการเปลี่ยนผ่านจากความไร้เสถียรภาพไปสู่ระเบียบใหม่2.การขยายตัวของวิกฤตการณ์โลก ไม่ว่ากรณีของเวเนซุเอลา ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบสิ้น ลัทธิเจ้าโลกและการเมืองแบบใช้อำนาจ (Power Politics) กำลังทำให้การเมืองโลกมีลักษณะเหมือน “กฎป่า” ใครเข้มแข็งคือผู้ชนะ และ 3.การปฏิวัติทางเทคโนโลยี นำโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควอนตัมคอมพิวเตอร์ บล็อกเชน และเทคโนโลยีชีวภาพ กำลังสร้างอุตสาหกรรม และโมเดลธุรกิจใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบและปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสำหรับภาพรวมของจีน-สหรัฐฯ ในขณะนี้ ก็กำลังอยู่ในจุดที่กินกันไม่ลงในเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Stalemate) จากเดิมสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนอยู่ในระดับประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วกับประเทศยากจน แต่วันนี้ได้กลายเป็น “ความสัมพันธ์ระหว่างคู่แข่งที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน” ซึ่งสหรัฐฯเป็นคนเขียนคำนี้ไว้เองในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2568 มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ คิดเป็น 8.8% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศทั้งหมดของจีน มูลค่าการค้าของสหรัฐฯกับจีน คิดเป็น 7.8% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของสหรัฐฯนอกจากนี้ การดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างหนักของประธานาธิบดีทรัมป์สมัยที่ 2 ยังมีผลประจักษ์ว่าจีนสามารถเผชิญหน้ากับการปิดกั้นของสหรัฐฯได้อย่างเด็ดเดี่ยว จนสามารถรักษาผลประโยชน์ที่ชอบธรรมและทำให้ความสัมพันธ์เข้าสู่เสถียรภาพชั่วคราว นำไปสู่ระยะของการเผชิญหน้ากันอย่างรอบด้านด้วยเหตุนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ “จีนและสหรัฐฯ” ในฐานะสองประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก จะสามารถหาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ นำความมั่นคงและความชัดเจนมาสู่โลกที่กำลังปั่นป่วน ผลักดันให้เกิดกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพในระดับสากลโดยมีแนวทาง 6 ประการสำคัญ คือ 1.จีนและสหรัฐฯควรกำหนดสถานะความสัมพันธ์ใหม่ให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขับเคลื่อนความสัมพันธ์บนพื้นฐานของการ “รักษาเสถียรภาพและการฟื้นฟู” ชี้แจงจุดยืนแก่กันในฐานะ “หุ้นส่วนและมิตร” ยืนยันเส้นแบ่งที่ไม่สามารถล่วงล้ำได้ หลีกเลี่ยงการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดอันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง2.มุ่งสู่ความคืบหน้าใหม่ในประเด็นไต้หวัน รักษาพื้นฐานทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ตระหนักถึงอันตรายของกลุ่มแยกตัวเอกราชไต้หวัน ปฏิบัติตามคำมั่นอย่างจริงจังเรื่องการไม่สนับสนุน “การประกาศเอกราชของไต้หวัน” และหลีกเลี่ยงการทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างรุนแรง 3.สร้างสะพานเชื่อมใหม่สำหรับการสื่อสารและการเจรจา ยกระดับและปรับปรุงกลไกการเจรจาที่เป็นระบบในด้านการค้า การทูต การบังคับใช้กฎหมาย และการทหาร เพื่อสร้างเส้นทางการแก้ปัญหา ฟื้นฟูและขยายการแลกเปลี่ยนในระดับวิชาการ รัฐบาลท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และคลังสมอง เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจร่วมกัน4.ขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติในมิติใหม่ มุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ร่วมที่จับต้องได้ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ และการปราบปรามยาเสพติด ขยายความร่วมมือไปยังประเด็นท้าทายระดับโลก เช่น การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความร่วมมือทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันโรคอุบัติใหม่5.สร้างกรอบการทำงานใหม่เพื่อป้องกันความเสี่ยง มีกลไกรับแรงกระแทกทางความมั่นคงในระยะยาว เปลี่ยนจากการ “เร่งดับเพลิงเฉพาะหน้า” ให้เป็น “การบริหารจัดการความเสี่ยงตามปกติ” ตั้งแนวกั้นสำหรับประเด็นที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ข้อพิพาททางการค้า การแข่งขันทางเทคโนโลยี และสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนกระทบภาพรวมความสัมพันธ์และ 6.เสริมสร้างรากฐานมิตรภาพระหว่างประชาชน ขยายการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา เยาวชน วัฒนธรรม และกีฬา ขจัดอุปสรรค เช่น ข้อจำกัดด้านวีซ่าและเที่ยวบิน เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนที่ยั่งยืนแม้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ณ เพลานี้ ดูเหมือนจะเริ่มนิ่งและมีเสถียรภาพ แต่รากฐานยังคงเปราะบาง ยังมีความแตกต่างเชิงโครงสร้างและปัญหาฝังลึกไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจีนมองว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหาทางออกสำเร็จรูปในคราวเดียว แต่ต้องก้าวไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง ตามคำกล่าวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่พูดกับประธานาธิบดีทรัมป์ในกรุงปักกิ่งว่า “ก้าวไปทีละขั้น สร้างความไว้วางใจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันหล่อหลอมเส้นทางที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกัน”เพียงแต่อเมริกาจะเอาด้วยหรือเปล่าก็เท่านั้น.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม