4 สิงหาคม ค.ศ.1945 โซเวียตจัดงานค่ายกลุ่มเยาวชนผู้บำเพ็ญประโยชน์ และเชิญเอเวอร์เรล แฮร์ริแมน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำมอสโก มาร่วมงาน พร้อมทั้งมอบของขวัญเป็นตราแผ่นดินสหรัฐฯจำลอง ซึ่งแกะสลักจากไม้เนื้อดีอย่างประณีตทูตแฮร์ริแมนประทับใจในของขวัญชิ้นนี้มาก จึงสั่งให้นำตราไม้นี้ไปแขวนไว้บนผนังห้องทำงานส่วนตัวที่สถานทูตสหรัฐฯประจำกรุงมอสโกทันที โดยไม่เฉลียวใจว่าภายในซ่อนอุปกรณ์ดักฟังไร้สายระดับปฏิวัติวงการ หรือที่เรียกว่า ‘The Thing’ เอาไว้ค.ศ.1951 เจ้าหน้าที่วิทยุของอังกฤษที่กำลังดักฟังคลื่นวิทยุของกองทัพทหารโซเวียต บังเอิญได้ยินเสียงทูตอังกฤษประจำมอสโกพูดผ่านคลื่นความถี่วิทยุอย่างชัดเจน จึงเริ่มสงสัยและแจ้งทางการสหรัฐฯว่า อาจมี ‘เครื่องดักฟัง’ ซ่อนอยู่ใกล้ๆ แต่การตรวจค้นตอนนั้นไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆกันยายน ค.ศ.1952 สหรัฐฯส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยีมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ในที่สุดก็พบคลื่นสัญญาณแปลกปลอม และตรวจพบว่าสัญญาณนั้นสะท้อนออกมาจาก ‘ตราแผ่นดินจำลอง’ ที่แขวนอยู่หลังโต๊ะทำงานทูตเป็นเวลา 7 ปีที่หน่วยข่าวกรองของโซเวียตใช้วิธียิงคลื่นวิทยุจากอาคารฝั่งตรงข้ามเข้ามาเปิดการทำงานของอุปกรณ์ที่หน่วยสืบราชการลับติดตั้งไว้ เฝ้าดักฟังการสนทนาลับระดับสูง ทำให้โซเวียตเข้าถึงบทสนทนาสำคัญจำนวนมากสงครามข่าวกรองระหว่างสหรัฐฯและโซเวียตไม่เคยลดความร้อนแรงลง แต่เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากเครื่องดักฟังซึ่งซ่อนในของที่ระลึกสู่การสอดแนมระดับโครงสร้างสถาปัตยกรรมค.ศ.1969 สหรัฐฯและโซเวียตลงนามในข้อตกลงร่วมกันในการก่อสร้างอาคารสถานทูตแห่งใหม่ของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งสหรัฐฯสร้างในกรุงมอสโก และโซเวียตสร้างในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เงื่อนไขสำคัญคือ สหรัฐฯต้องใช้วัสดุก่อสร้างในท้องถิ่นของโซเวียต ไม่ว่าจะคอนกรีต อิฐ เหล็ก ฯลฯ และต้องใช้คนงานก่อสร้างชาวโซเวียต ในช่วงโครงสร้างฐานรากค.ศ.1979 เริ่มต้นการก่อสร้างอาคารสถานทูตสหรัฐฯแห่งใหม่ในกรุงมอสโก โดยใช้ชิ้นส่วนโครงสร้างคอนกรีตสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงานของโซเวียตภายใต้การควบคุมของเคจีบีหลังจากก่อสร้างไปได้ไม่นาน สหรัฐฯรับรู้ได้ถึงความไม่ปลอดภัย จึงสั่งไม่ให้คนงานโซเวียตเข้ามาในพื้นที่ และขนคนงานชาวอเมริกันเข้ามาทำแทนค.ศ.1985 สหรัฐฯตรวจสอบโครงสร้างอาคารอย่างละเอียด โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการเอกซเรย์กำแพง พบว่าโครงสร้างอาคาร 8 ชั้นหลังนี้มีความเสี่ยงด้านการจารกรรมอย่างร้ายแรง สายไฟ อุปกรณ์รับสัญญาณ และองค์ประกอบต้องสงสัยจำนวนมากถูกร้อยเรียงเข้ากับโครงสร้างคอนกรีตอย่างเป็นระบบ จนแทบไม่สามารถแกะออกได้โดยไม่ทุบตึกทิ้งค.ศ.1987 โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวยอมรับว่า สหรัฐฯจะไม่เข้าใช้อาคารนี้เด็ดขาด หากยังแก้ไขเรื่องระบบดักฟังไม่ได้ และจะไม่ยอมให้โซเวียตย้ายเข้าสถานทูตใหม่ในวอชิงตัน จนกว่าจะแก้ไขปัญหานี้ค.ศ.1995–1997 สหรัฐฯสั่งทุบทำลายโครงสร้างตึก 4 ชั้นบนสุดทิ้งทั้งหมด เหลือไว้เพียง 4 ชั้นล่างที่เป็นส่วนที่ไม่ได้ใช้เก็บข้อมูลลับ จากนั้นก็สั่งนำเข้าอิฐ หิน ปูน คอนกรีต และคนงานก่อสร้างทั้งหมดจากสหรัฐฯเพื่อสร้างชั้น 5–8 ขึ้นใหม่ ด้วยการควบคุมอย่างเข้มงวดกรกฎาคม ค.ศ.2000 อาคารสถานทูตสหรัฐฯแห่งใหม่ในกรุงมอสโก ซึ่งสร้างใหม่เฉพาะชั้นบน ก็ได้ฤกษ์เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในยุคประธานาธิบดีบิล คลินตันนี่เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างบาดแผลลึกสุดเจ็บปวดให้กับทางการสหรัฐฯ และหวาดระแวงว่า วัตถุทุกชิ้นที่อยู่นอกการควบคุมของสหรัฐฯ มีสิทธิ์เป็นเครื่องมือจารกรรมได้ทั้งหมด ทำให้ปัจจุบัน สหรัฐฯนำแนวทางด้านความมั่นคงแบบ ‘Zero-Trust’ หรือไม่เชื่อใจใครทั้งสิ้นมาใช้อย่างเคร่งครัดยิ่งในยุคนี้ที่ชิปคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ มักจะเลี่ยงการนำของที่ระลึกจากต่างประเทศกลับไปโดยไม่ผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัย ดังเหตุการณ์ที่คณะของทรัมป์ทิ้งของฝากจากจีนรวมกันไว้ในถุง ก่อนจะขึ้นเครื่องบินกลับสหรัฐฯนี่คือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของประเทศที่เจ็บมาเยอะ ต้องระแวงไว้ก่อน แม้กระทั่งของที่ดูไม่มีพิษมีภัยที่สุด.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม