ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทั่วโลกจับตาการเจรจาหาทางหย่าศึกและข้อตกลงพักรบ 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ปรากฏชื่อของ จอมพล อาซิม มูเนียร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของปากีสถาน ในฐานะตัวละครสำคัญที่ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ทรงอิทธิพล” อย่างไม่มีใครคาดคิดหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า ก่อนการประกาศข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธา นาธิบดีสหรัฐฯ ได้ต่อสายตรงถึงบุคคลสำคัญเพียงสองคนเท่านั้น ได้แก่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ จอมพลอาซิม มูเนียร์ สะท้อนชัดว่าในสายตาผู้นำสหรัฐฯ มูเนียร์คือ “กุญแจ” ที่ขาดไม่ได้ในวิกฤติครั้งนี้หลิน หมินหวัง นักวิเคราะห์จากมหา วิทยาลัยฟูตั้น ในนครเซี่ยงไฮ้ของจีน ชี้ว่ามูเนียร์มีข้อได้เปรียบจาก “มิตรภาพส่วนตัว” ที่ใกล้ชิดกับทรัมป์ โดยทรัมป์เคยยกย่องว่าเป็นนายทหารผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม หลังการรับประทานอาหารกลางวันแบบตัวต่อตัวที่ทำเนียบขาวเมื่อปีก่อนนอกจากนี้ มูเนียร์ยังสร้างสัมพันธ์อันดีกับ “เจ.ดี. แวนซ์” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผนวกกับ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และชั้นเชิงการเจรจาที่ยอดเยี่ยม ทำให้รับมือกับสไตล์การทูตแบบเน้นสายสัมพันธ์ส่วนตัวของทรัมป์ได้อย่างอยู่หมัดในวัย 58 ปี จอมพลมูเนียร์คือผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จด้านความมั่นคงของปากีสถาน ด้วยประสบการณ์อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองทั้ง ISI และ MI ยังเป็นจอมพลคนที่สองในประวัติศาสตร์ชาติ และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีอำนาจเหนือทุกเหล่าทัพ พร้อมเอกสิทธิ์คุ้มครองทางกฎหมายตลอดชีพความสำเร็จในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงยุทธ ศาสตร์ของปากีสถานในการกลับมาเป็น “สะพานเชื่อมมหาอำนาจ” อีกครั้ง หลังเลือนหายไปนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคสงครามเย็น โดยได้รับการสนับสนุนจากจีนอย่างเต็มที่.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม