การติดตั้งรูปปั้นของ “คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” ภายในบริเวณทำเนียบขาวในช่วงเช้ามืดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนแรงได้รับความสนใจในสหรัฐฯอยู่ไม่น้อยรูปปั้นดังกล่าวถูกติดตั้งบริเวณอาคารสำนักงานบริหารไอเซนฮาวร์ ประจันหน้ากับถนนเพนซิลเวเนียและอยู่ใกล้กับปีกตะวันตก ไม่ใช่เพียงการประดับตกแต่งสถานที่ แต่สะท้อนนัยทางการเมืองของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานา ธิบดีสหรัฐฯ ที่ต้องการ เชิดชูโคลัมบัสในฐานะ “วีรบุรุษ” ผู้ยิ่งใหญ่ของอารยธรรมตะวันตก หลังจากรูปปั้น-อนุสาวรีย์ของโคลัมบัสหลายแห่งทั่วประเทศถูกรื้อถอนออกไปในช่วงปี 2563รูปปั้นดังกล่าวยังเปรียบเสมือนการ “คืนชีพ” ของประติมากรรมต้นแบบในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ที่ถูกกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมทางเชื้อชาติโค่นลงและโยนทิ้งลงอ่าวอินเนอร์ ฮาร์เบอร์ ในเหตุจลาจลหลังการเสียชีวิตของ “จอร์จ ฟลอยด์” ก่อนกู้ชิ้นส่วนขึ้นมาเป็นแม่แบบสร้างรูปจำลองชุดใหม่ และถูกเก็บไว้ในสตูดิโอนานหลายปีโดยไม่มีที่จัดแสดงที่เหมาะสมการกลับมาของโคลัมบัสครั้งนี้ยังสอด คล้องกับแผนการ ฉลองครบรอบ 250 ปี การประกาศเอกราชของสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็จุดชนวนความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ฝังรากลึกให้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ระหว่างมุมมอง “วีรบุรุษ” หรือ “ผู้กดขี่” ฝ่ายสนับสนุน โดยเฉพาะชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี มองว่าโคลัมบัสคือความภาคภูมิใจทางชาติพันธุ์และสัญลักษณ์ของการต่อสู้จากการถูกกดขี่ แต่ฝ่ายที่คัดค้านชี้ให้เห็นถึงด้านมืด ทั้งบทบาทในการค้าทาสชาวพื้นเมืองไทโน รวมทั้งความรุนแรงและการล่มสลายของชนพื้นเมืองจากการล่าอาณานิคมนักประวัติศาสตร์วิจารณ์ว่า การดำเนินการดังกล่าวได้เปลี่ยนพื้นที่ทำเนียบขาวจากสัญลักษณ์ส่วนกลางของคนทั้งชาติ ให้กลายเป็น “สมรภูมิทางอุดมการณ์” สะท้อนความแตกแยกในสังคมอเมริกันอย่างชัดเจน.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม