การเป็นคนมีความรับผิดชอบและแคร์ทุกคน เป็นเรื่องดีสำหรับคนอื่น แต่ไม่เป็นผลบวกเลยสำหรับตัวเราเอง หลายคนเชื่อว่า “การใส่ใจทุกเรื่อง” คือความรับผิดชอบ “การแคร์ทุกคน” คือความเป็นผู้ใหญ่ และ “การเก็บทุกคำวิจารณ์มาคิดทบทวน” คือหนทางพัฒนาตัวเอง แต่ยิ่งใส่ใจมากเท่าไหร่ชีวิตกลับยิ่งเหนื่อยล้ามากขึ้นเท่านั้น เหมือนถูกดูดพลังซ้ำๆชาร์จแบตยังไงก็ไม่เต็มนักคิดและนักเขียนที่ทำงานในแวดวงจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมและการพัฒนาตนเองมาต่อเนื่องยาวนาน “โนบุโยริ โอชิมะ” เขียนหนังสือ “How to Live a Free Life” เทคนิคปล่อยผ่าน...ไม่รับเรื่องน่ารำคาญเข้ามาในชีวิต ถ่ายทอดเคล็ดลับการสร้างภูมิต้านทานต่อเรื่องไร้สาระต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วย “เทคนิคปล่อยผ่าน” ซึ่งอ้างอิงจากคำแนะนำทางจิตวิทยาที่ใช้กับคนไข้ชาวญี่ปุ่นสำเร็จมาแล้วกว่า 70,000 คนเขาไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะเป็นคนใจเย็นปล่อยวางเก่ง แต่ตรงกันข้ามเขาเป็นคนหงุดหงิดง่าย, แคร์ความรู้สึกทุกคน และเคยปล่อยให้คำพูดของคนอื่นทำลายชีวิต เซนซิทีฟไปหมดเวลาคนทักว่า ทำไมช่วงนี้อ้วนจัง...คุณดูผอมเกินไปนะ...เมื่อไหร่จะแต่งงาน...แต่งงานแล้วเมื่อไหร่จะมีลูก...ทำไมมาทำงานเร็วจัง...ไปช่วยเขาทำไมนี่ไม่ใช่เรื่องของคุณแต่ละวันเราต้องเจอเสียงนกเสียงกาและเรื่องน่ารำคาญเยอะแยะ มันอาจมาในรูปแบบของคนหรือการกระทำ ถ้าเราเก็บมาคิดมาก ไม่เพียงจะรกหัว แต่ยังทำให้ตัวเราเองไม่มีความสุข และพลังถดถอยผู้เขียนไม่ได้มาบอกให้เราเพิกเฉยต่อโลก และเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ให้ฝึกทำตัว “เป็นคนความ รู้สึกช้า” เพื่อให้ชีวิตเบาสบายขึ้น ถามว่า “เลิกนิสัยแคร์คนทั้งโลก” และ “เป็นคน ความรู้สึกช้า” ได้สำเร็จ รางวัลของเราคืออะไร คุณจะได้พลังชีวิตกลับคืนมา เพื่อใช้พลังไปกับสิ่งที่คุณรัก, คนที่คุณเลือก และชีวิตที่คุณอยากมี ไม่ใช่หมดแรงไปกับอารมณ์ขึ้นๆลงๆของคนอื่น หรือความคาดหวังที่ไม่เคยถามความสมัครใจของเรา ถึงเวลาแล้วที่จะเลิกทุกข์ใจกับการทิ่มแทงซ้ำๆของคนอื่นทำอย่างไรจึงจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องแบกอารมณ์ของคนทั้งโลก อันดับแรกคือ “ต้องเลิกเป็นคนใจดีผิดที่ผิดเวลา” คนยุคนี้ชีวิตไม่ได้โหดร้าย แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่การยอมให้เรื่องไร้สาระเข้ามาครอบครองพลังชีวิตของเรามากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเสียงบ่นเสียงเหน็บแนมของคนอื่น หรือความคาดหวังที่ไม่เคยถามความสมัครใจ ทั้งหมดนี้คือของเสียทางอารมณ์ที่เราดันทำตัวเป็น “ถังขยะที่มีจิตสำนึก” แบกรับมันซะทุกอย่างบอกตรงๆว่า ไม่ใช่ทุกเรื่องที่คุณต้องเข้าใจ และไม่ใช่ทุกคนที่คุณต้องแคร์ “การปล่อยผ่าน” ไม่เท่ากับ “การไม่รับผิดชอบ” แต่คือ “การเลือกใช้พลังอย่างฉลาด”ลองถามตัวเองว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เรื่องนี้ยังมีความหมายกับชีวิตเราไหม ถ้าไม่ตอบสนองตอนนี้จะมีใครตายไหม นี่คือปัญหาจริงๆ หรือแค่อารมณ์ของคนอื่นที่กำลังหาที่ลง “การปล่อยผ่าน” ไม่ใช่ “การหนีปัญหา” แต่คือการปฏิเสธไม่รับภาระที่ไม่ควรเป็นของเราตั้งแต่แรกโลกยุคโซเชียลไม่ได้ทำให้เราทุกข์ แต่การเอาใจไปอยู่ทุกที่ต่างหากที่ทำให้เราเหนื่อยล้าจนหมดแรง หลายครั้งเราโกรธแทนคนแปลกหน้า เป็นทุกข์กับข่าวที่เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ และแบกความเห็นของใครก็ไม่รู้เลิกซะให้หมด!! เลิกนิสัยเอาใจเขามาใส่ใจเรา, เลิกขอโทษคนที่กำลังโมโหใส่เรา, เลิกใส่ใจเรื่องที่อยู่ไกลเกินมือเอื้อม, ทำตัวเป็นคนความรู้สึกช้า และจงตอบคำถามด้วยคำถามเพื่อชีวิตที่เบาสบายขึ้น ดึงปลั๊กอารมณ์ทิ้งซะ หัดพูดคำว่า “ไม่ใช่เรื่องของฉัน” โดยไม่ต้องรู้สึกผิด แล้วคุณจะไม่ต้องทุกข์เพราะเรื่องโง่ๆอีกต่อไป.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม