เรียนรับใช้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าสถาบันพลังงานและการเงินระดับโลกหลายแห่งจัดอันดับประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด (ไม่ได้หมายถึงเงินในคลัง แต่เป็นมูลค่าประเมินของทรัพยากรใต้ดินและทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภท)ประเทศที่รวยที่สุดในโลกในมิติทรัพยากรธรรมชาติคือ รัสเซีย ที่มีทรัพยากรมูลค่ามากถึง 75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐประเทศที่รวยทรัพยากรฯ รองลงมาคือสหรัฐฯ มีมูลค่ารวม 45 ล้านล้านดอลลาร์ อันดับ 3 คือซาอุดีอาระเบีย 34 ล้านล้านดอลลาร์ อันดับ 4 แคนาดา 33 ล้านล้านดอลลาร์ อันดับ 5 อิหร่าน 27 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนจีนครองอันดับ 6 คือ 23 ล้านล้านดอลลาร์ อันดับ 7 บราซิล 21 ล้านล้านดอลลาร์ อันดับ 8 ออสเตรเลีย 19 ล้านล้านดอลลาร์ และอันดับ 10 เวเนซุเอลา 14 ล้านล้านดอลลาร์ค.ศ.2023 ผมไปสำรวจทรัพยากรป่าไม้ในรัสเซียถึง 2 รอบ ไปแล้วก็ตื่นเต้นยินดีกับชาวรัสเซียที่มีทรัพยากรป่าไม้ 8.15 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าพื้นที่ของไทยทั้งประเทศ 15.9 เท่าค.ศ.2024 ผมไปซาอุดีอาระเบีย พบความก้าวหน้าของประเทศที่ไปไกลมากอย่างคาดไม่ถึง ซาอุฯ ใช้เงินจากทรัพยากรของตนเองอย่างคุ้มค่า นำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง3 กุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลซาอุดีอาระเบียประกาศการค้นพบแร่สำรองในประเทศที่มีมูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นเงินไทยก็ 79 ล้านล้านบาท รวมกับของเดิม 34 ล้านล้านดอลลาร์ ก็จะมีมากกว่า 36.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 1.15 พันล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณของไทย (3.7 ล้านล้านบาท) ถึง 311 ปีโลกนี้ไม่แฟร์เลยนะครับ บางประเทศไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเพียงเล็กน้อย ทรัพยากรมนุษย์ก็ไม่ค่อยมีคุณภาพอย่างเช่น กัมพูชา จึงต้องหารายได้จากกาสิโน สแกมเมอร์ จนเสียชื่อเสียงไปทั่วโลกแร่ธาตุที่ค้นพบใหม่ของซาอุฯ มีทองคำ ทองแดง สังกะสี ลิเทียม นอกจากนั้นยังพบแรร์เอิร์ธ อย่างดิสโพรเซียม เทอร์เบียม นีโอดิเมียม และพราซีโอดิเมียม ซึ่งแร่เหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนไฮเทค ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง ฯลฯผมเคยไปเยือนกระทรวงการลงทุนของซาอุฯ และยังมีโอกาสแวบไปร่วมประชุม Riyadh Economic Forum ที่กรุงริยาด เมืองหลวงของประเทศ ฟังบรรยายสรุปทราบว่า รัฐบาลซาอุฯ กำลังปรับปรุงกฎหมายการลงทุน เหมืองแร่ ให้มีความโปร่งใส และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติหลายปีก่อนมีนักธุรกิจซาอุฯเข้ามาหาตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นคนไทยก็งงว่าซาอุฯไปเก่งเรื่องปุ๋ยได้ยังไง ปรากฏว่าซาอุฯเป็นประเทศที่มีฟอสเฟตมาก และจากการที่เพิ่งค้นพบ พบว่าพื้นที่พรมแดนตอนเหนือของประเทศมีฟอสเฟตมูลค่าสูงถึง 1.23 ล้านล้านดอลลาร์ นี่ละครับที่จะช่วยทำให้ซาอุฯเป็นเบอร์ 1 ของผู้ส่งออกฟอสเฟตของโลกซาอุฯจะเป็นศูนย์กลางการสกัดทรัพยากรที่ยั่งยืน ซึ่งตอนนี้ซาอุฯ มีทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นเกือบครบถ้วน ฟอสเฟตมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร แรร์เอิร์ธเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดไปสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด แค่ 2 อย่างนี้ก็ช่วยผลักให้จีดีพีของซาอุฯ โตอย่างพุ่งกระฉูดส่งตูดจัมโบ้ และจะเกิดการจ้างงานจำนวนมโหฬารมหาศาลความสัมพันธ์ไทยกับซาอุฯหายไปตั้งแต่ ค.ศ.1990–2022 (32 ปี) ความสัมพันธ์เริ่มใหม่เมื่อ 25 มกราคม 2022 เมื่อเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน (MBS) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียเชิญนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนอย่างเป็นทางการหลังจากฟื้นฟูความสัมพันธ์ก็มีความเติบโตด้านการทูต แรงงาน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ฯลฯใครจะไปทำธุรกิจกับซาอุฯ ควรศึกษาหาความรู้อย่างเป็นระบบ ปัจจุบันมีสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดตะวันออกกลาง (TME Institute) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เปิดอบรมหลักสูตรต่างๆ ท่านใดสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ในเพจ TME Institute : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดตะวันออกกลาง หรือเว็บไซต์ thaimiddleeast.comขอแสดงความยินดีต่อคณะกรรมการบริหารสถาบัน TME Institute ที่ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 29 มกราคม 2026นี่เป็นหมุดหมายสำคัญของการเชื่อมโยงวิชาการ เศรษฐกิจ ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในบริบทโลกมุสลิมและตะวันออกกลางครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดม่าน joke opera” เพิ่มเติม