กลายเป็นประเด็นที่คาดคะเนกันไปต่างๆนาๆ ว่าแนวทาง “ข้อตกลง” การเข้ายึดครองเกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปหารือกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) จะมีรายละเอียดเช่นไรโดยหลักการมีอยู่ว่า รัฐบาลสหรัฐฯจะได้เข้าครอบครองดินแดนบางส่วนของเกาะกรีนแลนด์ (เขตบริหารพิเศษของประเทศเดนมาร์ก) ได้รับสิทธิในการเข้าติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธโกลเด้นโดม (ตามข้อกังวลเรื่องเส้นทางของขีปนาวุธข้ามทวีปของรัสเซีย หากยิงผ่านขั้วโลกเหนือเข้ามายังสหรัฐฯ) ได้รับสิทธิในเรื่องโครงการก่อสร้างโครงสร้างขั้นพื้นฐาน และได้รับสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรในเกาะกรีนแลนด์หลังจากข้อมูลชุดนี้ถูกปล่อยออกมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯก็ดูจะลดราวาศอก ถอนคำขู่เรื่องการใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากชาติยุโรปที่คัดค้านการเข้ายึดเกาะกรีนแลนด์ พร้อมถอนคำขู่เรื่องการใช้กองทัพสหรัฐฯเข้าช่วงชิงเกาะกรีนแลนด์มาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกาอย่างไรก็ตาม ถึงฝุ่นตลบจะดูจางลง สถานการณ์เหมือนคลี่คลาย ทางรัฐบาลเดนมาร์กออกมาบอกว่า ไว้เจรจากันต่อตราบที่เราไม่เสียอธิปไตย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วคือเหตุการณ์ “พันธมิตรเล่นกันเอง” อย่างรุนแรง พี่ใหญ่รังแกน้องๆชาติตะวันตกที่ปกป้องดูแลกันมา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่ “ระเบียบโลก” ถูกจัดตั้งขึ้นหลังสิ้นสุดเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ พยายามมองสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะอะไร สิ่งแรกคือเรื่องความคิดของ “ทรัมป์” ที่มีต่อกรีนแลนด์และชาติพันธมิตรยุโรป เป็นความจริงที่ผู้นำสหรัฐฯวัย 79 ปี รายนี้ชอบการข่มขู่ยื่นคำขาดแต่ก็พร้อมถอนคำพูดทำเป็นลืม ถ้าสถานการณ์เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ กระนั้น หากเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับพันธมิตรชาติตะวันตกแล้ว นายทรัมป์ถือว่ามีความคงเส้นคงวาในเรื่องความไม่พอใจ มองว่ายุโรปเอาแต่พึ่งพาสหรัฐฯ และยุโรปติดหนี้บุญคุณสหรัฐฯ สิ่งนี้ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงทำไมต้องเป็นเกาะกรีนแลนด์ เรื่องนี้ปัจจัยมาจากความทะเยอทะยาน ความทะนงตัว ความหยิ่งยะโสของนายทรัมป์ใช่หรือไม่ ผู้นำสหรัฐฯมีความต้องการที่จะถูกโลกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ต้องการเป็นผู้นำที่ทำให้สหรัฐฯกลายเป็นประเทศที่มีดินแดนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกหรือว่าด้วยปัจจัยจุดยุทธศาสตร์ของเกาะกรีนแลนด์ ทั้งด้านความมั่นคง ด้านโลจิสติกส์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ยังสำรวจกันไม่ครบถ้วน หรือกระทั่งดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยประเมินจากสถานการณ์ว่า ภูมิภาคขั้วโลกเหนือกลายเป็นจุดช่วงชิงความเป็นใหญ่กันในระยะยาวหรือจะเป็นปัจจัยจากการฟื้นฟูหลักทฤษฎี “มอนโร” ซึ่งหมายถึงการที่สหรัฐฯครองความเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในทวีปฝั่งตะวันตกของโลก (อเมริกาเหนือ–กลาง–ใต้) และสำหรับเดนมาร์กเจ้าของเกาะกรีนแลนด์ ถือเป็นมรดกเจ้าอาณานิคมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ กลายเป็นคำถามว่าทำไมเกาะกรีนแลนด์ที่อยู่ไม่ไกลจากสหรัฐฯ ถึงยังคงเป็นของเดนมาร์กที่ตั้งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรหรือทั้งหมดผสมปนเปกับเนื้อแท้ความเป็นนักธุรกิจของนายทรัมป์ ที่มองว่า “เป็นเจ้าของย่อมดีกว่าไปเช่าจากคนอื่น” การทำข้อตกลงการทำสัญญาเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่ดี แต่ความตั้งใจที่ดีก็สามารถมลายหายสิ้นได้ ขณะที่การเป็นเจ้าของ ย่อมมีสิทธิเหนือกว่าการเป็นผู้เช่าไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาวข้ามมาสิ่งที่สองคือเรื่องขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่กำลังถูกบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เคยให้เกียรตินาโตมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยแรก เปิดประชุมด้วยการเรียกเงินค่าทำนุบำรุงกองทัพสหรัฐฯที่ถูกส่งมาคุ้มกะลาหัวยุโรป พร้อมเดินสายไล่บี้ให้ชาติสมาชิกนาโตเพิ่มงบประมาณทางทหารให้เทียบเท่ากับ 5% ของ GDP เพื่อเปิดช่องให้อเมริกาเอางบประมาณไปทำอย่างอื่น และสร้างโอกาสในการทำหน้าที่พ่อค้าอย่างเต็มรูปแบบ อยากได้อาวุธอะไรบอกมา เดี๋ยวจะขายให้เพียงแต่คอนเซปต์นี้ขัดต่อรากฐานขององค์การนาโต ที่กำลังจะมีอายุครบ 77 ปีในปีนี้ โดยนับตั้งแต่องค์การถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2492 นาโตได้เปรียบเสมือนชุมชนโลกตะวันตกที่ยืนหยัดเผชิญหน้ากับ “สหภาพโซเวียต” มีจุดเริ่มต้นในลักษณะของสถาบันในยุคสงครามเย็น ก่อนพัฒนาแปรสภาพเป็นสัญลักษณ์ของ “โลกเสรี” ที่ต่อสู้กับกลุ่ม “โลกไม่เสรี” จนกลายเป็นต้นแบบของระเบียบโลกที่ยืดยาวจนมาถึงปัจจุบันเรียกได้ว่าโครงสร้างทางความมั่นคงของยุโรปมีต้นกำเนิดมาจากองค์การนาโต และการเป็นสมาชิกนาโตย่อมหมายความว่า ได้รับหลักประกันคุ้มครองความปลอดภัยภายใต้มาตรา 5 ของนาโต การโจมตีประเทศหนึ่งถือเป็นการโจมตีต่อประเทศสมาชิกทั้งหมดกระนั้นคำถามที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลสหรัฐฯของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมองเช่นนั้นหรือไม่ ในยุคของอดีตผู้นำ “โจไบเดน” จากพรรคเดโมแครต (ที่เข้ามาบริหารคั่นกลางทรัมป์) ได้พยายามสร้างบรรยากาศยุคสงครามเย็นให้กลับมาอีกครั้ง แบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนว่า ยูเครนคือโลกเสรี ขณะที่รัสเซียคือโลกไม่เสรี พร้อมดึงชาติยุโรปเข้ามาร่วมวงกันอย่างเป็นเอกภาพ องค์การนาโตกลับมามีบทบาทอย่างชัดเจน และกลายเป็นเงื่อนไขของการเจรจาต่อรองในสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนจนกระทั่งการกลับมาของรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 ผู้นำสหรัฐฯได้เข้าจัดการกับสิ่งที่ค้างคาอย่างตรงไปตรงมา แสดงจุดยืนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การที่สหรัฐฯมีความมั่นคงอยู่ได้ไม่เห็นจำเป็นต้องพึ่งนาโต และชาติยุโรปนั่นเองที่ควรตระหนักรู้ว่า จำเป็นต้องมีกำลังทางทหารที่เพียงพอต่อการปกป้องตัวเองเสียทีในวันก่อตั้งองค์การนาโต 4 เม.ย.2492 ประธานาธิบดีเฮนรี ทรูแมนของสหรัฐฯ ได้กล่าวคำประกาศว่า “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ คือการดูแลเพื่อนบ้านในชุมชน พวกเราชาติตะวันตกก็เหมือนกับคนที่มาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน และร่วมกันใส่ใจต่อผลประโยชน์ของชุมชน ก่อตั้งสมาคมขึ้นมาเพื่อร่วมกันรักษาความปลอดภัย”มาวันนี้ผู้แทนของรัฐบาลสหรัฐฯประจำสหประชาชาติกล่าวว่า “ประเทศเดนมาร์ก (สมาชิกนาโตและเจ้าของกรีนแลนด์) ไม่มีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอในการทำสิ่งที่จำเป็นในภูมิภาคขั้วโลกเหนือ มีฝ่ายค้านเดโมแครตมาพูดกับผมว่า เดนมาร์กเขาก็ให้สิทธิในการเข้าถึงอย่างเต็มที่แล้วไง เรื่องนี้ผมขอบอกในสิ่งที่ทุกคนก็รับรู้กันว่า การเป็นผู้เช่ายังไงก็ไม่มีทางเหมือนกับการเข้าครอบครองเป็นเจ้าของอย่างแน่นอน”แน่นอนว่า สถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นและการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ไม่ได้หมายถึง “จุดจบ” ขององค์การนาโตในวันถัดไป เพราะสุดท้ายเรื่องกรีนแลนด์ก็ยังมีช่องให้เจรจาประนีประนอม ขณะที่แนวคิด “นาโตไม่จำเป็น” ก็ไม่ใช่เสียงเอกฉันท์จากขั้วการเมืองทั้งหมดในรัฐบาลสหรัฐฯ คนที่มองแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นขั้วของประธานาธิบดีทรัมป์องค์การนาโตย่อมคงอยู่ต่อไปได้ในฐานะสถาบันขนาดใหญ่ เพียงแต่วังวนประวัติศาสตร์โลกได้สอนเราเสมอว่า ย่อมไม่มีสิ่งใดยั่งยืนจีรัง จักรวรรดิโรมันวันหนึ่งก็ล่มสลายได้ และท่ามกลางสถานการณ์โลกยุคปัจจุบันที่องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งรวมถึง “สหประชาชาติ” กำลังอยู่ในสภาพสั่นคลอนอย่างหนักนั้น NATO อาจมาถึงจุดที่ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม