โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 สมัย สมัยแรก 20 มกราคม 2017-20 มกราคม 2021 สมัยที่สอง 20 มกราคม 2025- 20 มกราคม 2029 นับตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นมารับตำแหน่ง เราก็ได้เห็น ‘ความกล้าบ้าบิ่น’ จากการตัดสินใจที่รุนแรงและรวดเร็วแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อนทรัมป์ปรับโครงสร้างรัฐให้อีลอน มัสก์ เข้ามารื้อระบบราชการ ทำให้ระบบไอทีรัฐปั่นป่วน ข้อมูลความลับรั่วไหล คนตกงานบานเบอะ เยอะแยะ ทรัมป์กวาดล้างผู้อพยพ ผู้คนบ้านแตกสาแหรกขาด ทรัมป์ เก็บภาษีนำเข้ามหาศาลจากประเทศต่างๆ และบีบเรื่องวีซ่าแรงงานทักษะสูง ทำให้ค่าครองชีพสูง สมองไหล ขาดแคลนแรงงานคุณภาพทรัมป์ออกคำสั่งส่งกองกำลังรัฐบาลกลางเข้าไปในเมืองใหญ่ที่บริหารโดยพรรคเด็มโมแครต ทั้งลอสแอนเจลิส ชิคาโก พอร์ตแลนด์ ฯลฯ เพื่อจัดการสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่าอาชญากรรมและความไร้ระเบียบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ว่าการรัฐ โดยไม่สนใจว่าใครจะเรียกตนเองว่าเผด็จการความกล้าบ้าบิ่นในสมัยที่สองของทรัมป์ต่างจากสมัยแรกตรงที่ทรัมป์พกความแค้นมาเต็มกระเป๋า + ความพร้อมที่มากกว่าเดิม ทรัมป์รู้แล้วว่าจะใช้คำสั่งประธานาธิบดีบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างรวดเร็วโดยไม่รอสภาอนุมัติไม่เพียงแต่ในประเทศเท่านั้น ทรัมป์ยังออกคำสั่งบงการชาติรัฐอื่น ทรัมป์อนุมัติปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน โดยไม่สนใจกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งสั่งปฏิบัติการทางทหารจับนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยประเทศอื่นอย่างรุนแรงในสายตาชาวโลกล่าสุดคือการประกาศจะยึดกรีนแลนด์จากเดนมาร์กผู้อ่านท่านครับ การกระทำของผู้นำสหรัฐฯกำลังผลักให้โลกมีแนวโน้มจะมีผู้นำลักษณะแบบทรัมป์มากขึ้น ผู้นำฝ่ายขวาประชานิยมจะผงาดขึ้นในประเทศต่างๆ เพื่อต่อสู้กับการรังแกจากชาติมหาอำนาจสิ่งที่โลกกำลังจะเผชิญคือ การล่มสลายของระเบียบโลกแบบพหุภาคี เมื่อทรัมป์ยึดคติว่าประเทศข้าฯต้องมาก่อน ความร่วมมือระหว่างประเทศจะยากขึ้น สหประชาชาติ องค์การการค้าโลก ข้อตกลงลดโลกร้อนจะไม่มีใครเชื่อถือ โลกจะเปลี่ยนจากการทำสัญญารวมกลุ่มมาเป็นการเจรจาตัวต่อตัว ซึ่งรัฐที่แข็งแกร่งกว่าจะกดดันรัฐที่เล็กกว่าได้ง่ายขึ้นโลกจะเข้าสู่การใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือหลัก จะทำให้ราคาสินค้าทั่วโลกสูงขึ้น การค้าโลกจะแบ่งเป็นขั้วๆตามพันธมิตรทาง การเมือง ประเทศพันธมิตรเดิมอย่างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโตจะเริ่มไม่ไว้ใจกัน และหันไปสร้างกองกำลังของตัวเอง เพื่อป้องกันการรุกรานของมหาอำนาจการเมืองโลกจะดิบและแรงขึ้น เปลี่ยนจากการยึดถือกฎกติกาและคุณธรรมไปสู่การใช้กำลังและผลประโยชน์เป็นตัวตั้งอย่างไม่เกรงใจใคร จากที่ทุกประเทศเดินตามกติกาที่สร้างร่วมกัน จะกลายเป็นสนามมวยที่เน้นการคว่ำคู่ต่อสู้ให้หมอบแต่ก่อนง่อนชะไร โลกพยายามสร้างระเบียบที่ยึดตามกฎหมายสากล (Rules–based Order) แต่การเมืองยุคใหม่จะเน้นการทำดีล (The Deal) เป็นรายครั้ง มหาอำนาจจะถามคำเดียวว่า ‘ข้าฯจะได้อะไร’ หากผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็พร้อมจะยกเลิกข้อตกลงที่ทำไว้ทันทีโดยไม่สนความเสียหายของประเทศอื่นในยุคนี้ ทุกอย่างจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบีบฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่แค่อาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่จะใช้ภาษีนำเข้า การระงับการส่งออกเทคโนโลยี หรือการตัดออกจากระบบการเงินโลกมาใช้ลงโทษ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชนในประเทศคู่กรณี ทำให้รัฐบาลประเทศนั้นต้องยอมศิโรราบผู้อ่านท่านผู้มีเกียรติจะเห็นผู้นำชาติมหาอำนาจใช้โซเชียลมีเดียโจมตีผู้นำประเทศอื่นโดยตรง หรือตั้งฉายาดูหมิ่นถิ่นแคลนผู้นำชาติอื่นแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โซเชียลมีเดียจะเป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณว่าพร้อมจะใช้กำลังทหารหรือการแทรกแซงกิจการภายในชาติรัฐอื่นอย่างเปิดเผย ซึ่งแต่เดิมถือเป็นเรื่องต้องห้ามในการทูตสากลความมั่นคงของโลกจะเปราะบางลง และเปลี่ยนจากความร่วมมือไปสู่ยุคที่มหาอำนาจใช้กำลังตัดสินปัญหาตาม ‘กฎแห่งป่า’ อย่างเต็มรูปแบบ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม