ในระหว่างการเดินทางสู่เขตปกครองตนเองทิเบต (ซีจ้าง) เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนพร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนและนักวิชาการจากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อินเดีย ญี่ปุ่น รัสเซีย และศรีลังกา ได้รับเกียรติให้เยี่ยมชม Xizang University of Tibetan Medicine สถาบันการศึกษาด้านการแพทย์แผนทิเบตเพียงแห่งเดียวในโลกในวันนั้น “ดูจี เร็นชิง” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยได้ให้ข้อมูลว่า สถาบันแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2518 ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปีในการบ่มเพาะและถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนทิเบต มหาวิทยาลัยเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการเรียนการสอนและฝึกอบรมที่มีคุณภาพตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ทิเบตออกสู่สังคมแล้วกว่า 8,000 คน ปัจจุบันมีนักศึกษารวมกว่า 2,700 คน ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเป็นศูนย์กลางการพัฒนาตำราการแพทย์ทิเบต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาทิเบต และบางส่วนได้รับการแปลเป็นภาษาจีนกลางเพื่อให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกเหนือไปจากการอนุรักษ์ฟื้นฟูตำราแพทย์โบราณเมื่อถูกถามถึงความแตกต่างของการแพทย์ทิเบตกับแพทย์แผนโบราณของประเทศอื่นๆ รองอธิการบดีกล่าวว่า แม้การแพทย์ทิเบตมีบางส่วนคล้ายคลึงกับการแพทย์แผนเนปาล แต่มีเอกลักษณ์และมุมมองที่แตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการแพทย์แผนจีน โดยเฉพาะด้านความเข้าใจเรื่องร่างกายมนุษย์ การวินิจฉัยโรค และการใช้ยาปิดท้ายด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เมื่อลองให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจับชีพจรประเมินสุขภาพเพียงไม่กี่วินาที รวมทั้งดูฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง โดยไม่ต้องอ้าปากดูลิ้น ได้ผลลัพธ์น่าทึ่ง แพทย์ระบุว่าระบบย่อยอาหารและอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง โดยเฉพาะไต ทำงานได้ไม่เต็มที่ ใกล้เคียงกับแพทย์แผนปัจจุบันประเมิน พร้อมแนะนำให้งดอาหารและเครื่องดื่มเย็น รวมถึงหาเวลาออกกำลังกายบ้าง ตอกย้ำถึงความลุ่มลึกและแม่นยำของการแพทย์แผนทิเบตที่สืบทอดกันมาหลายศตวรรษ.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม