จากตอนที่แล้วพูดถึงอัตราภาษีใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เตรียมจะเรียกเก็บสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ เนื่องจากมองว่าถูกนานาชาติ “เอาเปรียบ” มาเป็นเวลานานอย่างประเทศไทยถูกสหรัฐฯประเมินว่า อัตราภาษีสินค้าสหรัฐฯบวกกับเงื่อนไขกีดกันทางการค้าบวกกับการปั่นค่าเงินให้เกินจริง เทียบเท่าได้กับสินค้าสหรัฐฯถูกเก็บภาษี 72% และเป็นที่มาของการนำอัตราดังกล่าวไปหาร 2 และตั้งกำแพงภาษี “ตอบโต้” ประเทศไทยในอัตรา 36%ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก (WTO) แจกแจงว่า อัตราภาษีที่สินค้าสหรัฐฯถูกเก็บโดยนานาชาตินั้น ห่างจากตัวเลขใหม่ของสหรัฐฯไปมากโข เริ่มจากประเทศกัมพูชาที่สหรัฐฯมองว่าตั้งภาษีสินค้าสหรัฐฯสูงถึง 97% แต่ในความเป็นจริงนั้น สินค้าสหรัฐฯถูกเก็บภาษีเฉลี่ยเพียง 7.9%ตามด้วยประเทศอื่นๆในอาเซียน สปป.ลาวถูกมองว่ามีอัตรา 95% แต่ตัวเลขจริงคือ 8.3% เวียดนามถูกมองว่า 90% แต่เก็บจริงเฉลี่ย 5.1% เมียนมาถูกมองว่า 88% แต่เก็บจริงเฉลี่ย 5.7% ศรีลังกาถูกมองว่า 88% แต่เก็บจริงเฉลี่ย 7.5% เซอร์เบียในยุโรปตะวันออกถูกมองว่า 74% แต่เก็บจริงเฉลี่ย 6.4%และแน่นอนสำหรับประเทศไทยถูกมองว่า 72% แต่เก็บจริงเฉลี่ย 6.3% เช่นเดียวกับจีน (ที่เพิ่งตั้งกำแพงภาษีเอาคืนสหรัฐฯไปหมาดๆ) ถูกมองว่า 67% แต่เก็บจริงเฉลี่ย 3% เพียงเท่านั้นสูตรคำนวณภาษีสหรัฐฯที่ใช้เลขเกินดุล หารด้วยตัวเลขนำเข้าสินค้า และนำไปคูณ 100% (ตัวเลขไทยปี 2567 เกินดุล 45,600 ล้านดอลลาร์ หารด้วย 63,300 ล้านดอลลาร์ คูณ 100% = กว่า 72%) ถือเป็นสูตรที่ค่อนข้างจะหลุดโลก จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ความน่าเชื่อถืออยู่ตรงไหน และอย่างนี้สมควรจะไว้ใจต่อไปอีกหรือแน่นอนด้วยอิทธิพลของสหรัฐฯ ย่อมส่งผลให้หลายประเทศอยู่ในสภาวะ “จำยอม” ไปก่อน ซึ่งหากบริหารกันแบบนี้อีก 4 ปี ก็อาจเป็นการไล่ต้อนให้ไปหาทางเลือกอื่นๆที่สบายใจกว่า.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม