ขอรับใช้เรื่องไทย-เวียดนามต่อจากคอลัมน์ก่อนหน้านี้ครับ (อ่าน รอยดำในประวัติศาสตร์ไทย-เวียดนาม (1)) การรบระหว่างทหารจากกรมทหารอาสาสมัครไทยกับเวียดกงเต็มไปด้วยความรุนแรง มีการบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของชาติด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยไม่ได้นำมาเรียนในสถาบันการศึกษาเพราะเราไม่ใช่ฝ่ายที่โดนกองกำลังต่างชาติเข้ามากระทำย่ำยีในแผ่นดินของตนจึงเฉยๆ เมื่อวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปก็ลืมเลือนจางหายไป แต่ฝ่ายเวียดนามไม่ใช่ นำมาศึกษาซ้ำๆ และย้ำเตือนกันตลอดเวลา ว่ากองกำลังอาสาสมัครของไทยเคยเข้าไปช่วยสหรัฐฯฆ่าพวกตนรัฐบาลรับสมัครชายไทยไปเป็นอาสาสมัครในกรมทหารอาสาสมัคร (กรม อสส.) ต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯแน่นแฟ้นขึ้น กองทัพบกไทยไม่เอาแล้วแค่ ‘กรม’ ตั้งเป็น ‘กองพล’ เพื่อลุยเวียดนามกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยดีกว่า ค.ศ.1968 มีการตั้ง พล.อสส. หรือ ‘กองพลทหารอาสาสมัคร’ ที่คนไทยรู้จักกันในนาม ‘กองพลเสือดำ’ ส่วนทหารอเมริกันเรียกกองพลนี้ว่า Black Panther Division มีกำลังพลทั้งสิ้น 11,300 นายความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯลึกซึ้งจนไทยต้องตั้งกองพลใหม่เพื่อช่วยสหรัฐฯ โดยแปรสภาพจากกองพลทหารอาสาสมัคร (กองพลเสือดำ) เป็นกองพลใหม่ที่เรียกว่า ‘กองพลที่ 9’ ซึ่งปัจจุบันทุกวันนี้ก็คือ ‘กองพลทหารราบที่ 9’ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี'จงอางศึก' (กรมทหารอาสาสมัคร) และ 'กองพลเสือดำ' (กองพลทหารอาสาสมัคร) เป็นหนามตำใจชาวเวียดนามที่ยังไม่มีการดึงออกจนถึงปัจจุบันเราพัฒนากองกำลังเพื่อทำงานร่วมกับสหรัฐฯถึงขนาดตั้ง ‘กองบัญชาการกองกำลังทหารไทยในสาธารณรัฐเวียดนาม’ ขึ้นตรงกับกองบัญชาการทหารสูงสุด เข้าไปลุยในแผ่นดินของประเทศเพื่อนบ้านเป็นเวลานานหลายปี ฝ่ายสหรัฐฯสนับสนุนการรบของทหารไทยอย่างต่อเนื่อง ใช้เครื่องบินซี-47 สปุ๊กกี้ ทิ้งพลุส่องสว่างไสวเพื่อให้ทหารไทยยิงปืนใหญ่ใส่พวกเวียดนาม สหรัฐฯสนับสนุนปืนใหญ่และเฮลิคอปเตอร์กันชิปเกือบทุกครั้งที่ทหารไทยไปปฏิบัติการมีการตั้งฐานทัพสหรัฐฯในไทยหลายแห่ง ที่จำได้ก็มีค่ายรามสูร สถานีเรดาร์เกาะคา ฐานบินอู่ตะเภา ฐานบินโคราช ฐานบินตาคลี ฐานบินอุบลราชธานี ฐานบินนครพนม และฐานบินน้ำพอง เรายังให้สหรัฐฯแอบสร้างฝูงบินปฏิบัติการพิเศษมากถึง 10 ฝูง เป็นฝูงบินลับที่คนไทยอาจจะไม่ทราบ แต่ภายหลังมีการเปิดเผยและนำไปเรียนกันในโซเวียตและเวียดนามเมื่อรู้ว่าจะแพ้ สหรัฐฯก็ขอให้มีการเจรจาที่กรุงปารีสเมื่อ ค.ศ.1973 การเจรจาครั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าสงครามจะยุติ แต่ ‘ข้อตกลงปารีส’ อนุญาตให้สหรัฐฯถอนตัวจากสงครามอย่างมีศักดิ์ศรี สหรัฐฯยังหลอกให้ฝ่ายเราละเมอเพ้อพกว่าจะยังให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ พวกเอ็งรบกันไปเถิด ข้าไม่เอาด้วยแล้ว แต่จะส่งอาวุธให้พวกเอ็งชาวเอเชียเอาไปรบกันให้ตายกลายเป็นผีหลังจากที่ถอนตัวไปแล้ว อาวุธที่สหรัฐฯให้มีแต่มือสองของเก่าที่เอามาจากเกาหลีใต้และไต้หวัน สตางค์ที่ว่าจะให้ สภาคองเกรสก็ตัดโน่น ลดนี่ ทหารถูกลดเงินเดือนจนไม่พอที่จะส่งไปดูแลครอบครัวได้ เครื่องบินจำนวนมากจอดคาสนามบินเพราะไม่มีน้ำมันเติมก่อนหน้าที่จะถูกเท ทหารเอเชียที่ซุกอยู่ตามง่ามตูดของสหรัฐฯไม่เชื่อว่าสหรัฐฯจะเบ่งก้นให้พวกตนไหลลงไปอยู่ในโถส้วม ทุกคนตะโกนว่าสหรัฐฯหักหลัง คำว่า ‘หักหลัง’ ดังลั่นไปในทุกหย่อมหญ้า จนทหารเอเชียที่เข้าไปช่วยสหรัฐฯรบกับเวียดนามหมดกำลังใจ30 เมษายน 1975 เวลาเช้าตรู่ รถถังที-54 หมายเลข 843 ที่มีผู้บังคับรถชื่อ ‘บุยกวางธาน’ พังประตูทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงไซ่ง่อน ทหารเวียดนามใต้ในวันนั้นยืนนิ่งเป็นลิงป่วย ขาดกำลังใจ ไม่มีแรงแม้แต่จะยกปืนขึ้นสู้บุยกวางธานออกจากรถถังหมายเลข 843 โบกธงเวียดนามเหนือ แล้ววิ่งขึ้นไปในทำเนียบประธานาธิบดี ปลดธงชาติเดิมลงแล้วก็นำธงชาติเวียดนามเหนือชักขึ้นไปโบกสะบัดพัดเด่นเป็นสง่า เป็นอันว่าสหรัฐฯ (และไทย) พ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม ทิ้งรอย แผลเป็นที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของชาวเวียดนามจนถึงปัจจุบัน.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม