ไม่นานมานี้ ข่าวคราวการรื้อถอนรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีไต้หวัน “เจียงไคเช็ก” วนกลับมาให้เห็นกันอีกครั้ง หลังในปี พ.ศ.2561 รัฐบาลพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ของ “ไช่อิงเหวิน” ประธานาธิบดีไต้หวัน จัดตั้งคณะกรรมการความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อสอบสวนการใช้อำนาจโดยมิชอบในช่วงที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของเจียงไคเช็กจาก พรรคก๊กมินตั๋งหนึ่งในข้อเสนอของคณะกรรมการฯ คือ การรื้อถอนรูปปั้นของเจียงไคเช็ก ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ราว 760 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 4,500 แห่งทั่วเกาะไต้หวัน อันที่จริง ครั้นเมื่อพรรคดีพีพีขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ.2543 ก็มีการไล่ถอนรูปปั้นดังกล่าว และคราวนี้รัฐบาลไต้หวันก็ให้คำมั่นจะเร่งดำเนินงานตรวจสอบและถอนรูปปั้นอดีตผู้นำออก หลังถูกวิจารณ์ว่าทำงานล่าช้าหากถามว่าทำไมรัฐบาลพรรคดีพีพี จึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอดีตผู้นำ ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ก่อตั้งไต้หวัน” อย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะกว่า “สาธารณรัฐจีน” หรือ “ไต้หวัน” จะมาเป็น “ประชาธิปไตย” แบบทุกวันนี้ได้นั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหลังจากที่ พรรคก๊กมินตั๋ง ของเจียงไคเช็กพ่ายแพ้ให้กับ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่นำโดย “เหมาเจ๋อตง” ในสงครามกลางเมืองเมื่อปี พ.ศ.2492 ทำให้เจียงไคเช็กและผู้สนับสนุนอพยพลี้ภัยมายังไต้หวัน เพราะไม่ต้องการอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ก่อนที่เจียงไคเช็กจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่เกาะไต้หวัน โดยตั้งมั่นว่าสักวันหนึ่งจะกลับมายึดครองแผ่นดินจีนให้ได้ในยุคสมัยของเจียงไคเช็ก ยังมีการใช้กฎอัยการศึกปกครองไต้หวันเพื่อต้านภัยคุกคามคอมมิวนิสต์เป็นเวลานานกว่า 38 ปี จนมีการเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า “ความน่าสะพรึงกลัวสีขาว” (White Terror) มีประชาชนถูกจำคุกถึง 140,000 คน ประหารชีวิตราว 3,000-4,000 คน ทั้งคนที่มีแนวคิดและต้องสงสัยว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล กระนั้น ไต้หวันก็ยังเคยได้รับการรับรองจากนานาชาติให้เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)เจียงไคเช็กจึงไม่เพียงแต่ถูกจดจำในนามของ “ผู้ก่อตั้งไต้หวัน และผู้ที่นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ไต้หวัน” แต่ยังรวมไปถึง “จอมเผด็จการ”อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้ของรัฐบาลไต้หวันยังทำให้เกิดคำถามว่า เป็นการพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างไต้หวันหรือไม่.ญาทิตา เอราวรรณคลิกอ่านคอลัมน์ "หน้าต่างโลก" เพิ่มเติม