สถานการณ์ใน “เมียนมา” เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นว่ากำลังเข้าสู่สงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ นับตั้งแต่กลุ่มชาติพันธุ์เปิดฉากโจมตีตอนเหนือรัฐฉาน ภายใต้รหัสปฏิบัติการ “1027”เพราะกลายเป็นว่าไฟความขัดแย้งได้ลุกลามจากรัฐฉาน ทางภาคตะวันออก ไปยังรัฐต่างๆของเมียนมาไล่ตั้งแต่รัฐคะฉิ่น รัฐสะกาย ทางภาคเหนือ รัฐชีน รัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตก จวบจนถึงรัฐที่อยู่ขนานหรืออยู่ติดกันกับพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยอย่างรัฐกะยา รัฐกะยิน และรัฐมอญในรัฐเหล่านี้ต่างมีรายงานว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ได้ทำสัญญาใจ ร่วมมือกับกองกำลังติดอาวุธประชาชน PDF (กลุ่มการเมืองพลเรือนชุดเก่าที่ปลุกระดมประชาชนเข้าป่าจับปืนต้านรัฐประหารปี 2564) ปฏิบัติการบุกโจมตีฐานที่มั่น สถานที่ราชการ และค่ายทหารทัดมาดอว์ (กองทัพเมียนมา) อย่างหนักหน่วงตลอดเดือน พ.ย. ทั้งนี้ มีรายงานยืนยันว่า แค่สมรภูมิตอนเหนือของรัฐฉานเพียงแห่งเดียว ทางกลุ่มพันธมิตรชาติพันธุ์ทั้งในรัฐและจากนอกรัฐได้ระดมกำลังมามากกว่า 20,000 คน คิดเป็นหน่วยรบอย่างน้อย 21 กองพัน ไม่รวมถึงกองกำลังติดอาวุธพีดีเอฟ (ที่วางตัวเป็นแกนนำ “ส่วนกลาง”) ส่งกำลังเสริมมาเพิ่มอีกอย่างน้อย 9 กองพันจากรัฐสะกายและรัฐมัณฑะเลย์ ภาคกลางตอนเหนือของเมียนมาโดยเป็นปฏิบัติการบุกโจมตีพร้อมกันทีเดียว 7 เมืองในตอนเหนือของรัฐฉาน เพื่อให้กองทัพเมียนมาเดาทางไม่ถูกว่าเป้าหมายคืออะไร จนเวลาผ่านไปหลักสัปดาห์จึงเห็นภาพว่า ทิศทางการโจมตีกำลังมุ่งสู่เมือง “ล่าเสี้ยว” ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของกองบัญชาการใหญ่ประจำภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของทัดมาดอว์เมื่อศูนย์บัญชาการตกอยู่ในความเสี่ยง ทางกองทัพเมียนมาจักต้องระดมกำลังเข้ามาสนับสนุน แต่งานนี้สถานการณ์แตกต่างกว่าครั้งก่อนๆคือ 1.ฝ่ายต่อต้านได้วางแผนนี้มานานเป็นปี มีการกระจายกำลังรบไปดักเส้นทางส่งกำลังเสริม รวมถึงตัดเส้นทางการคมนาคมเข้าพื้นที่หุบเขาทางตอนเหนือของรัฐฉาน 2.การรบอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังพีดีเอฟเป็นเวลากว่า 18 เดือนในรัฐต่างๆ เริ่มทำให้ทัดมาดอว์กำลังพลร่อยหรอดังนั้น การโยกย้ายกำลังจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง ย่อมทำให้กำลังรบในรัฐต่างๆมีจำนวนน้อยลง จึงเป็นที่มาของปฏิบัติการโจมตีเพิ่มเติมของพีดีเอฟ และกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งในรัฐชีน รัฐยะไข่ รัฐมอญ โดยเฉพาะในรัฐกะยาติดกับพรมแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศไทยที่มีรายงานว่าฐานที่มั่นของกองทัพเมียนมาได้แตกพ่ายลงเรื่อยๆ และทหารเมียนมาเสียชีวิตจากการสู้รบหลายร้อยนายกลายเป็นคำถามที่ว่ากองทัพเมียนมาถึงจุดที่ต้องยอมสละพื้นที่หนึ่ง เพื่อรักษาอีกพื้นที่หนึ่งแล้วหรือไม่ และขณะนี้กองทัพเมียนมามีกำลังพลเพียงพอหรือเปล่าในการรับมือกับไฟสงครามที่กำลังลุกลาม เพราะหากย้อนดูประวัติศาสตร์ในอดีต สิ่งที่กองทัพเมียนมากำลังเผชิญอยู่มีความคล้ายคลึงกับสมรภูมิแนวรบที่กองทัพประเทศหนึ่งกำลังเผชิญกับข้าศึกที่บุกโจมตีทุกทิศทุกทาง จนต้องมีการจัดตั้ง “หน่วยดับเพลิง” ซึ่งหมายถึงหน่วยรบเฉพาะกิจที่สามารถโยกย้ายกำลังไปยังแนวรบที่จำเป็น เพื่อจำกัดความเสียหายไม่ให้ร้ายแรงไปมากกว่าที่ควรจะเป็น (เสียหายอยู่ดี แต่ไม่แย่ไปกว่านี้)ซึ่งคำถามดังกล่าวมันก็สอดคล้องกับรูปการณ์ของกองทัพเมียนมา มีการพยายามระดมกำลังจากรัฐที่การสู้รบยังเบาบาง พร้อมมีคำสั่งเรียกตัวกำลังพลสำรองทั่วประเทศ เพื่อเตรียมนำไปอุดช่องโหว่และระงับความเสียหาย แต่ย่อมมีคำถามตามมาเช่นกันว่า กำลังพลชุดใหม่จะมีประสบการณ์การรบ หรือขวัญกำลังใจมากน้อยเพียงใด เพราะทางหนึ่งไม่ควรลืมว่า หน่วยรบของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ไม่ใช่ทหารชาวบ้าน แต่เป็นนักรบที่เจนศึก ทำการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิผลประโยชน์และอำนาจปกครองท้องถิ่นมาเป็นเวลานานและที่สำคัญ สถานการณ์ ณ เพลานี้ กลายเป็นว่าหากกลุ่มชาติพันธุ์ยอมรับการประสานงานจากกองกำลังพีดีเอฟ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองเก่าก็ย่อมหมายความว่า นักรบมากประสบการณ์ซึ่งเก่งการรบในพื้นที่ได้ “กุนซือ” ที่มองภาพรวม ดูสนามรบจากวงกว้าง เพื่อเป้าหมายระดับประเทศ นั่นคือการโค่นล้มรัฐบาลทหารและขจัดอิทธิพลทางความมั่นคงของทัดมาดอว์ที่ฝังรากลึกในการเมืองเมียนมามาช้านานอย่างไรก็ตาม ตัวแปรที่ยังไม่ชัดเจนที่สุดคือ กองกำลังติดอาวุธประชาชนพีดีเอฟจะร่วมมือกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ได้ยาวนานเพียงใด เพราะมีความเป็นไปได้หลายแนวทาง โดยเฉพาะเรื่องของ “ผลประโยชน์” ที่ไม่เข้าใครออกใคร และกองทัพเมียนมาก็เคยใช้สูตรแบ่งแยกและปกครอง ให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆตีกันเอง หรืองานนี้ทางกลุ่มการเมืองเก่าจะ “มีข้อเสนอที่ดีกว่า” ให้กลุ่มชาติพันธุ์ หากกอดคอร่วมรบกันไปจนสุดทางแต่แน่นอนรายงานอ้างแหล่งข่าวของสื่ออิรวดีในเมียนมาที่ระบุว่า กองทัพเมียนมากำลังถอนกำลังจากรัฐต่างๆกว่า 14,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นหน่วยรบพิเศษคอมมานโด 4,000 นาย มาปกป้อง “กรุงเนปิดอว์” พร้อมสั่งการเสริมความแข็งแกร่งของสิ่งก่อสร้างในค่ายทหาร เพื่อรับมือการโจมตีจากโดรน และให้กรมตำรวจเตรียมความพร้อมจับปืนสู้รบ ปรับสถานีตำรวจทั่วเมืองหลวงให้เป็นป้อม ปราการ หากเกิดกรณีฉุกเฉินเมืองศูนย์กลางอำนาจการปกครองถูกข้าศึกเข้าตีมันก็แสดงให้เห็นใช่หรือไม่ว่า สถานการณ์ ของกองทัพเมียนมากำลังเลวร้ายเพียงใด?วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ "7 วันรอบโลก" เพิ่มเติม