ฟอสซิลกระดูกที่มีฟัน เป็นหลักฐานที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอาหารของสัตว์กินเนื้อที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว ล่าสุด ทีมวิจัยนำโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโมเดนาและเรจจิโอเอมิเลีย ในอิตาลี เผยการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงนิสัยการกินอาหารของสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ เช่น พวกไดโนเสาร์จากยุคจูราสสิกโดยนำฟอสซิลของไดโนเสาร์ซอโรพอด (sauropod) ที่มีคอยาวขนาดยักษ์ 68 ชิ้น อายุประมาณ 150 ล้าน เช่น ดิโพลโดคัส (Diplodocus) และบรอนโตซอรัส (Brontosaurus) ที่ได้มาจากพื้นที่การก่อตัวของแนวหินมอร์ริสันในสหรัฐฯ ซึ่งกระดูกเหล่านี้มีร่องรอยการกัดจากไดโนเสาร์เธอโรพอด (theropod) มาศึกษา จนชี้ให้เห็นว่าแม้รอยกัดบนกระดูกซอโรพอดจะพบได้น้อยกว่าในสภาพแวดล้อมที่มีไทแรนโนซอรัสเป็นเจ้าถิ่น แต่กลับพบมากในแนวหินมอร์ริสัน และมีมากกว่าที่คิด เมื่อพิจารณาการสึกหรอของฟันเธอโรพอด ก็พบว่าใกล้เคียงกับรูปแบบที่เห็นในไทแรนโนซอรัสขนาดใหญ่มากกว่า บ่งชี้ว่าการกัดเหล่านี้เกิดขึ้นในการเผชิญหน้ากันครั้งเดียวจนถึงตาย หรือน่าจะเป็นรอยการกินอาหารหลังไล่ล่าเหยื่อ อย่างไรก็ตาม การระบุรอยการกัดของเธอโรพอดที่เฉพาะเจาะจง ยังเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนเพราะมีตัวเลือกที่น่าจะใช่หลายตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าการกัดเพียงครั้งเดียวบนกระดูกซอโรพอดนั้น เป็นของสัตว์นักล่าพวกอัลโลซอรัส (Allosaurus) หรือเซราโตซอรัส (Ceratosaurus) หรือไม่นักวิจัยเผยว่าการวิเคราะห์ใหม่นี้ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ในนิเวศวิทยาระหว่างไดโนเสาร์ในยุคจูราสสิก และเผยให้เห็นว่านิสัยของไดโนเสาร์ของสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่กว่า มีความใกล้ชิดกับไทแรนโนซอรัสมากกว่าที่คิดไว้ นับเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการสร้างพฤติกรรมของสัตว์โบราณเหล่านี้ขึ้นมาใหม่.Credit : PeerJ (2023). DOI: 10.7717/peerj.16327อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่