สุดเศร้า กระทรวงการต่างประเทศ และทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยวางหรีดและดอกไม้ พร้อมยืนไว้อาลัยศพ 8 แรงงานไทยเหยื่อเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลที่ถูกนำกลับจากอิสราเอลมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเช้าวันที่ 20 ต.ค. ก่อนลำเลียงส่งกลับคืนสู่อ้อมกอดครอบครัวตามภูมิลำเนา ญาติน้ำตาคลอรอรับกลับบ้าน ปลัดกระทรวงแรงงานเผยยังมีแรงงานไทยในอิสราเอลอีกกว่า 2 หมื่นคนขออยู่ทำงานต่อ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี เรียกร้องปล่อยตัวประกัน ในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ พร้อมเข้าเฝ้าฯมกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย หารือถึงสถานการณ์ความไม่สงบอิสราเอล ด้านซาอุฯรับปากช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันในสงครามทางการอิสราเอลส่งศพแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ กลับแผ่นดินเกิดคืนสู่อ้อมกอดครอบครัวชุดแรก 8 ศพจาก 30 ศพ ภายหลังเสร็จสิ้นการพิสูจน์อัตลักษณ์ มีนายพงษธร ขุนศรี ชาว อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา นายจรูญ ชาติดำดี ชาว อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ นายชัยรัตน์ สานุสันต์ ชาว จ.อุดรธานี นายอานันต์ เพชรแก้ว ชาว อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ นายพงษ์พัฒน์ สุชาติ ชาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายอนุชา โสภากุล ชาว จ.อุดรธานี นายพงษ์เทพ กุสะรัมย์ ชาว จ.ขอนแก่นและนายธนกฤจฒ์ ปรากฏวงษ์ ชาว จ.สุโขทัย ส่วนศพที่เหลืออยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์ตามขั้นตอน ขณะที่มีแรงงานไทยอพยพหนีสงครามเดินทางกลับมาในเที่ยวบินนี้อีก 266 คนกลับสู่ครอบครัวแล้ว 8 ศพเหยื่อสู้รบที่อาคารคลังสินค้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศ ยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 ต.ค. นายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน ร่วมกันวางพวงหรีดและดอกไม้บนโลงศพแรงงานไทยทั้ง 8 ศพแสดงความอาลัย จากนั้นได้ยืนสงบนิ่ง 1 นาที ศพทั้ง 8 รายรวมทั้งคนไทยที่อพยพหนีสงครามอีก 266 คน เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเครื่องบินสายการบิน El Al Israel Airlines เที่ยวบิน LY083 จากนั้นได้มอบร่างผู้เสียชีวิตให้บริษัท สุริยา ฟิวเนอรัล จำกัด หรือสุริยาหีบศพ ที่นำโลงศพจำนวน 8 โลงมาเปลี่ยนให้ใหม่และนำรถตู้ 8 คันมารอรับลำเลียงศพไปส่งยังภูมิลำเนาของแรงงานแต่ละคนที่เสียชีวิตกว่า 2 หมื่นคนไม่กลับทำงานต่อนายไพโรจน์กล่าวว่า กระทรวงจะส่งเจ้าหน้าที่ไปมอบเงินให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์จากการเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ 40,000 บาทและได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายของอิสราเอล ภรรยาตามกฎหมายจะได้รับเงินช่วยเหลือทุกเดือน เดือนละประมาณ 40,000 บาทจนกว่าจะแต่งงาน ใหม่ บุตรจะได้รับเงินช่วยเหลือประมาณ 8,000-12,000 บาทไปจนมีอายุครบ 18 ปี ขณะนี้มีแรงงานไทยแจ้งความประสงค์กลับไทยกับสถานทูต 8,389 คนแต่บางคนยังอยู่ในพื้นที่สีแดง ได้ประสานให้ทางการอิสราเอลเข้าไปช่วยเหลือ จนถึงขณะนี้มีแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาแล้ว รวมทั้งสิ้น 1,821 คน ส่วนอีกกว่า 20,000 คน ประสงค์จะทำงานกับนายจ้างต่อ ไม่เดินทางกลับ แม่-เมียทำใจไม่ได้สูญเสียลูก-ผัวนางวงเดือน ล้ำเลิศ อายุ 42 ปี น้าของนายอานันต์ เพชรแก้ว หนึ่งใน 8 แรงงานไทยที่เสียชีวิต เข้ารับศพหลานด้วยความโศกเศร้า พร้อมเปิดเผยว่า ตอนแรกหลานทำงานอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ แต่เศรษฐกิจไม่ดี ตัดสินใจไปทำงานฟาร์มเกษตรที่อิสราเอลเพราะได้เงินดีกว่า มีสัญญา 5 ปี 3 เดือน หลานไปทำได้ 2 ปี 5 เดือน ก่อนเกิดเหตุเห็นเพื่อนเขาไลฟ์สดในเฟซบุ๊กเป็นกลุ่มแรงงานกำลังล้อมวงกินข้าวเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ก่อนกลุ่มฮามาสบุกถล่มวันที่ 7 ต.ค.อย่างโหดร้ายไม่เลือกว่าเป็นใคร ตอนนี้แม่และเมียของหลานยังทำใจไม่ได้ตั้งแต่รับรู้ถึงความสูญเสีย ทุกวันนี้ยังอยู่ในอาการเศร้าโศก กินไม่ได้นอนไม่หลับ มารับศพไม่ไหว จึงขอให้มารับแทน ครอบครัวอยากเห็นหน้าเป็นครั้งสุดท้ายเพราะไปทำงานที่อิสราเอลมานาน 2 ปีแล้ว ตอนไปก็กู้หนี้ยืมสินตอนนี้ยังใช้หนี้ไม่หมด อิสราเอลวางหรีดอาลัยก่อนส่งกลับทั้งนี้ ก่อนที่ทางการอิสราเอลจะส่งศพแรงงานไทยทั้ง 8 ศพขึ้นเครื่องบินกลับสู่ประเทศ เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 19 ต.ค. (เวลาท้องถิ่นของอิสราเอล) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จัดพิธีไว้อาลัยและส่งศพแรงงานไทย 8 รายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สงครามในอิสราเอลกลับประเทศ ณ บริเวณลานบินของท่าอากาศยานเบนกูเรียน กรุงเทลอาวีฟ น.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูตฯ นายนฤชัย นินนาท รองอธิบดีกรมการกงสุล นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม และนายกิตติ์ธนา ศรีสุริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) เป็นผู้แทนฝ่ายไทยพร้อมด้วยผู้แทนระดับสูงจากฝ่ายอิสราเอล เข้าร่วมพิธีด้วยความเศร้าอาลัยเผยรัฐบาลอิสราเอลสุดเสียใจเอกอัครราชทูตฯ ได้วางพวงหรีดแสดงความเคารพศพ ผู้ร่วมพิธีได้ยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัย นายไมเคิล โรเนน อธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก ผู้แทนฝ่ายอิสราเอล กล่าวแสดงความเสียใจว่า เป็นผู้แทนการกล่าวในพิธีการต่างๆ มากมาย แต่การเป็นผู้แทนของอิสราเอลวันนี้เป็นการกล่าวด้วยความเศร้าสลด ขอแสดงความเสียใจในนามทางการอิสราเอลต่อการสูญเสียชีวิตของแรงงานไทยในครั้งนี้ ตระหนักดีว่าแรงงานไทยเดินทางไปทำงานในอิสราเอลเพื่อส่งเงินเลี้ยงดูครอบครัวในประเทศไทย แรงงานไทยมีส่วนสำคัญต่อภาคเกษตรของอิสราเอลเป็นอย่างยิ่ง พร้อมขอให้เอกอัครราชทูตฯแจ้งต่อญาติของผู้เสียชีวิตว่า รัฐบาลอิสราเอลขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับการสูญเสียครั้งนี้ พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลอิสราเอลจะดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่อไป เอกอัครราชทูตฯได้ขอบคุณผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่มาเข้าร่วมพิธี พร้อมกล่าวด้วยว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อคนไทยอย่างยิ่ง ทั้งๆที่ไทยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ ทั้งนี้ หวังว่าสงครามจะจบโดยเร็วเพื่อมิให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ใจชื้นยอดเหยื่อ “ฮามาส” คงที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งสถานะคนไทยที่ได้รับผลกระทบในอิสราเอล (สถานะคืนวันที่ 19 ต.ค.) ว่า มีผู้เสียชีวิต 30 ราย (คงเดิม) มีผู้บาดเจ็บรวม 16 ราย (คงเดิม) มีผู้ที่คาดว่าถูกควบคุมตัวเพิ่มขึ้น 2 ราย รวมเป็นจํานวน 19 รายขอบคุณรัฐบาลช่วยพาลูกกลับบ้านที่วัดหนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา เวลา 17.00 น. ครอบครัวของนายพงษธร ขุนศรี อายุ 25 ปี แรงงานไทยที่เสียชีวิตในสงครามอิสราเอลที่ถูกนำกลับถึงไทยลอตแรก ได้จัดพิธีรดน้ำศพนายพงษธร มีนายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานพิธี ทหารกรมทหารราบที่ 23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ เหล่าจิตอาสากับเจ้าหน้าที่กู้ภัย มาช่วยจัดเตรียมสถานที่ นางสุรางคณา ขุนศรี แม่นายพงษธร กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลที่นำร่างลูกชายกลับคืนบ้านเกิด ส่วนตัวกังวลกับภาระหนี้สินที่กู้ยืมให้บุตรชายไปทำงานที่อิสราเอลได้เพียงแค่ปีกว่าๆ แล้วเสียชีวิต แต่อยากบอกลูกชายว่าไม่ต้องเป็นห่วงแม่และครอบครัว ขณะที่ พ.อ.ธานินท์ ดมหอม รองผู้บังคับการ กรมทหารราบที่ 23 เผยว่า นายพงษธรเคยรับราชการทหารที่กรมทหารราบที่ 23 ปลดประจำการเป็นทหารกองหนุนเมื่อ 1 พ.ค. 64 ขณะรับราชการทหารเคยออกปฏิบัติราชการชายแดนเป็นทหารผ่านศึก มีสิทธิได้รับเงินค่าจัดการศพจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำนวน 17,000 บาทครอบครัวเห็นศพร่ำไห้ระงมที่ จ.ชัยภูมิ เวลา 15.50 น. ศพของนายอานันต์ เพชรแก้ว อายุ 39 ปี หนึ่งในแรงงานไทยที่เสียชีวิตถูกนำส่งถึงบ้านเลขที่ 41 ม.3 บ.โนนเชือก ต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส เมื่อเย็นวันที่ 20 ต.ค. มีพ่อแม่ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน มารอรับศพที่ถูกใส่ถุงซิปมาอย่างดี ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ โดยเฉพาะแม่นายอานันต์และ นส.อ้อยใจ ชัยศรี ภรรยา พร้อมลูกสาวอายุ 11 ปี ต่างร้องไห้กันระงมเพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากนำโลงศพลงจากรถแล้วครอบครัวและญาติได้ขอเปิดโลงดูหน้าศพก่อนทำพิธีรดน้ำศพตามประเพณีชาวอีสานและสวดอภิธรรมเป็นคืนแรก นางไพรวัน เพชรแก้ว อายุ 57 ปี แม่นายอานันต์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า เสียใจมากที่ลูกชายกลับมาในสภาพนี้ หลังไปทำงานที่อิสราเอลได้ 2 ปีกว่า ทุกเดือนลูกชายส่งเงินมาให้ไม่เคยขาด พร้อมบอกว่าจะเก็บเงินสร้างบ้านหลังใหม่โดยได้ถมดินปรับพื้นที่ไว้แล้ว แต่ยังไม่ทันลงมือสร้างลูกมาเสียชีวิตไปก่อน ขอบคุณรัฐบาลที่ได้ช่วยเหลือนำศพลูกชายกลับมาให้บำเพ็ญกุศล ดีใจได้ร่างลูกกลับแม้ไร้วิญญาณส่วนศพของนายพงษ์พัฒน์ สุชาติ อายุ 29 ปี 1 ในแรงงานไทยที่เสียชีวิตและได้กลับมาภูมิลำเนาในลอตแรกถูกนำส่งถึงบ้าน อยู่เลขที่ 130 บ้านกระแซงเมืองใหม่ หมู่ 17 ต.กระแซง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเวลา 19.30 น. มีนายไสวและนางไพรวัล สุชาติ พ่อแม่นายพงษ์พัฒน์ พร้อมด้วย น.ส.วารุณี ดาวไสย อายุ 30 ปี ภรรยานายพงษ์พัฒน์ พร้อมญาติพี่น้องเพื่อนบ้าน ช่วยกันจัดสถานที่ตั้งศพนายพงษ์พัฒน์ที่จะมีการสวดอภิธรรมในคืนวันที่ 21-22 ต.ค. และฌาปนกิจวันจันทร์ที่ 23 ต.ค. นางไพรวัล สุชาติ กล่าวว่า ดีใจที่ลูกได้กลับมาบ้านแม้เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนทุกฝ่ายที่ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ คอยอำนวยความสะดวกอย่างดีทุกเรื่องแม่ได้เห็นหน้าลูกครั้งสุดท้ายที่ จ.อุดรธานี ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 5 หมู่ 10 บ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี ของนายอนุชา โสภากุล หรือแจ็ค อายุ 28 ปี แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตและศพถูกนำกลับภูมิลำเนาเป็นชุดแรก เดินทางมาถึงภูมิลำเนาในช่วงเย็นวันเดียวกัน มีพ่อแม่ญาติพี่น้องรอรับร่างนายอนุชานำตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้าน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆนำพวงหรีดมาแสดงความอาลัย มีกำหนดทำพิธีฌาปนกิจที่ป่าช้าวันที่ 23 ต.ค. นางสมพิศ อินทรวิเศษ อายุ 49 ปี แม่นายอนุชา กล่าวว่า ทำใจได้แล้วเพราะได้เห็นหน้าลูกชายแม้ไม่มีชีวิตแล้ว เป็นการเห็นหน้าลูกครั้งสุดท้าย ขอบคุณหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือทุกอย่างและเดินทางมาให้กำลังใจกับครอบครัวพ่อที่เสียลูก 2 คน ร่ำไห้รับศพแรกอีกศพแรงงานไทยในอิสราเอลที่กลับคืนสู่ครอบครัวคือ ศพนายพงษ์เทพ กุสะรัมย์ อายุ 26 ปี ที่เดินทางถึงภูมิลำเนา บ้านเลขที่ 34/1 ม.6 บ้านโคกสูง ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น เมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 20 ต.ค. ทันทีที่รถตู้จอดหน้า บ้าน นายลำเพย กุสะรัมย์ อายุ 62 ปี บิดาพร้อมญาติพี่น้องได้นำโลงศพที่บรรจุร่างลูกชายเข้าในบ้านท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงม ในมือนายลำเพยถือธูปพร้อมมีน้ำตาไหลพรากและกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ตลอดเวลา จากนั้นญาติพี่น้องได้เปลี่ยนใส่โลงไม้และบรรจุใส่ในโลงเย็น มีญาติพี่น้องขอดูหน้าศพก่อนที่จะไม่เห็นกันอีกตลอดกาลเผย 2 พี่น้อง “กุสะรัมย์” ตายเคียงกันส่วนศพนายพิชิต หรือสด นาจันทร์ อายุ 27 ปี ญาตินายพงษ์เทพ ถูกนำส่งให้ครอบครัวที่บ้านเลขที่ 43 บ้านโคกสูง หมู่ 6 ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง ทันทีที่นางหมวย นาจันทร์ มารดานายสด เห็นรถตู้ส่งศพจอดหน้าบ้านถึงกับร่ำไห้ด้วยความเสียใจแล้วเดินเข้าไปรับศพลูก พร้อมทั้งส่งเสียงเรียกชื่อลูกตลอดเวลา มีนายสุรศักดิ์ นาจันทร์ อายุ 34 ปี พี่ชายนายสดที่รอดชีวิตและเดินทางกลับถึงบ้านเมื่อค่ำวันที่ 19 ต.ค.กับพ่อนายสดช่วยกันนำโลงเข้าบ้าน นายสุรศักดิ์เล่าว่า พักอยู่ห่างจากแคมป์คนงานที่น้องชายเสียชีวิตประมาณ 5 กิโลเมตร ช่วงเกิดเหตุหลบอยู่ในหลุมหลบภัยกระทั่งมีทหารอิสราเอลเข้ามาช่วยติดต่อประสานงานจนสามารถกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเร็วเกินไป น้องชายต้องจากไปด้วยสงคราม ทั้งที่มาทำงานเพื่อเก็บเงินสร้างความฝันของตัวเองที่อยากจะมีบ้าน อยากมีที่ดินเป็นของตัวเอง น้องชายนอนเสียชีวิตในแคมป์คนงาน โดยมีศพของสองพี่น้องตระกูลกุสะรัมย์เสียชีวิตอยู่ข้างกันด้วย ตอนนั้นพูดอะไรไม่ออกได้แต่เสียใจ สำหรับการสวดศพคืนแรก สวดศพนายพงษ์เทพแล้วถึงไปสวดศพนายพิชิตแรงงานนครพนมกลับบ้านกว่า 50 คนที่ จ.นครพนม ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีแรงงานไทยชาว จ.นครพนม ที่ไปทำงานในอิสราเอลและหนีสงครามทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนากว่า 50 ราย มีญาติแจ้งยืนยันแรงงานสูญหาย 5 ราย หลายรายต้องการกลับไปทำงานในอิสราเอลอีก เนื่องจากค่าแรงสูงตกชั่วโมงละ 200 บาท รายได้เฉลี่ยเดือนละ 40,000-50,000 บาท และในจำนวนชาวนครพนมที่ไปทำงานในอิสราเอลและหนีสงครามกลับมาไทยครั้งนี้ มีนายยงยุทธ พรมติ่ง อายุ 31 ปี ชาวบ้าน นาคอกควาย หมู่ 2 ต.ดงขวาง อ.เมืองนครพนม ไปทำงานเลี้ยงควายในฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ มีรายได้ประมาณเดือนละ 40,000-50,000 บาท ไปทำงานตั้งแต่ปี 2562 เหลือสัญญาจ้างอีก 1 ปี แต่ต้องกลับไทยเพื่อเอาชีวิตรอดก่อนจำติดตานาทีฆ่าสุดโหดเหี้ยมนายยงยุทธเล่าว่า รายได้ในไทยไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว ไปทำงานเก็บเงินสร้างฐานะ เพราะค่าแรงในอิสราเอลสูงกว่า ทำงานตั้งแต่ปี 2562 จนเก็บเงินสร้างบ้านให้ครอบครัวได้ 1 หลัง ตอนเกิดสงครามหนีเอาชีวิตรอดในหลุมหลบภัยนานกว่า 10 วันกับเพื่อนคนงานในแคมป์เดียวกันอีก 10 คน ช่วงแรกที่เกิดการสู้รบ กลุ่มฮามาสบุกเข้ามากราดยิงคนงานไทยรวมถึงประชาชนทั่วไปในอิสราเอล ชนิดที่ว่าเจอใครยิงหมด ยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์โหดเหี้ยมมากไม่เว้นกระทั่งคนแก่ เด็ก ถ้าหนีไม่ทันฆ่าหมด ยังเป็นภาพสลดที่ฝังใจและติดตามาจนถึงวันนี้ ยอมรับว่าเสียดายค่าจ้างแรงงาน หากสงครามสงบอยากกลับไปทำงานอีก เพราะค่าแรงในอิสราเอลสูงต้องยอมเสี่ยง เพื่อหาทางหนีความจน เพราะไทยค่าแรงต่ำทางออกต้องไปขายแรงงานต่างประเทศ สงสารแรงงานไทยบางคนถูกกราดยิงเสียชีวิต บางรายศพทิ้งปล่อยเน่า ไม่สามารถเข้าไปเก็บกู้ได้ จนกว่าสงครามสงบ เชื่อว่ามีแรงงานไทยหลายคนหนีเอาชีวิตไม่รอดถูกยิงตาย นอกจากนี้ยังมีแรงงานไทย ชาวต่างชาติถูกยิงแล้วเผา โหดเกินคนพี่เผยน้องไลฟ์การสู้รบให้ดู ที่วัดพระร่วงเจ้าประทานพร (วัดหนองหญ้าปล้อง) หมู่ 7 ต.ไทยชนะศึก อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย ครอบครัวของนายธนกฤต ปรากฏวงศ์ อายุ 35 ปี แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากการสู้รบในอิสราเอล นำศพนายธนกฤตมาตั้งบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรม นายสุรพล ปรากฏวงศ์ อายุ 50 ปี พี่ชายผู้เสียชีวิต เผยว่า นายธนกฤตเป็นน้องคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 7 คน พ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้ว น้องชายเป็นคนขยัน อารมณ์ดี ไปทำงานที่อิสราเอลเข้าปีที่ 4 แล้ว ส่งเงินมาให้ทางบ้านตลอดและบางส่วนเก็บตั้งตัว ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ต่างแดนติดต่อสื่อสารกันเป็นประจำ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. น้องชายไลฟ์เหตุการณ์การสู้รบที่มีกลุ่มก่อการร้ายบุกมาโจมตี ให้ญาติพี่น้องดูบอกว่ากลัวอยากกลับบ้าน จากนั้นติดต่อไม่ได้อีก จนทราบว่าเป็น 1 ในผู้เสียชีวิต พี่น้องทุกคนตกใจและเสียใจมาก ต่อมานายสุชาติ ทีคะสุข ผวจ.สุโขทัย นำคณะมาเยี่ยมปลอบขวัญ รับว่าจะนำร่างน้องชายกลับบ้านเกิดให้ได้ จนได้รับการติดต่อว่าร่างน้องชายจะได้กลับมาเป็นชุดแรก ดีใจที่ได้ร่างน้องกลับมาบำเพ็ญกุศล ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่แรงงานสตูลฝังใจเหตุระทึกนอกจากนี้ยังมีแรงงานไทยในอิสราเอลที่ปลอดภัยทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา ในจำนวนนี้มีนายโสมนัส พระวิชัย อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 339 ม.4 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมืองสตูล เดินทางกลับมาและเผยว่ากลับจากอิสราเอลพร้อมเพื่อนแรงงาน 250 คน ถึงกรุงเทพฯเวลา 3 ทุ่ม วันที่ 16 ต.ค. ไปทำงานเก็บผลไม้และปลูกผัก พักอยู่ในแคมป์คนงานห่างจากฉนวนกาซา 12 กม. ทุกปีบริเวณดังกล่าวมีการสู้รบกันปกติแต่ไม่หนักเหมือนครั้งนี้ วันที่กลุ่มฮามาสบุกมาที่แคมป์คนงาน ได้มองท้องฟ้าเห็นมีการยิงกันและอิสราเอลก็ยิงต้าน ตอนแรกคิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนทุกครั้ง ต่อมาไม่ถึง 10 นาทีได้ยินเสียงยิงทางภาคพื้นดินและรุกเข้ามาเรื่อยๆ จนเห็นว่าผิดปกติแล้วและไม่ถึงอึดใจ มีทหารอิสราเอลมาล้อมรอบแคมป์คนงานและยิงสกัดกลุ่มฮามาสที่พยายามจะเข้ามา โชคดีที่ทหารอิสราเอลเข้ามาถึงก่อนและนำพวกตนไปหลบในหลุมหลบภัย ท่ามกลางการดูแลของทหารอิสราเอล หดหู่ใจเพื่อนร่วมงานตายเยอะนายโสมนัสเล่าอีกว่า มีเพื่อนแรงงานคนไทยที่รู้จักหลายคนเสียชีวิตรู้สึกหดหู่มาก ติดต่อทางบ้านก็ไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ขณะอยู่ในหลุม หลบภัยได้ยินเสียงระเบิดดังอยู่ตลอดเวลา สมัครใจขอเดินทางกลับ เพราะไม่อยากให้ทางบ้านเป็นห่วง เรื่องงานค่อยว่ากันขอเอาตัวรอดไว้ก่อน ตนเป็นเสาหลักคนเดียวของครอบครัวที่ต้องดูแลถึง 10 ชีวิต และไม่ขอกลับไปทำงานที่อิสราเอลอีกเปลี่ยนไปทำงานประเทศอื่นแทน ที่ไปทำงานในอิสราเอลเพราะอยากหาเงินใช้หนี้และหาเงินทำทุนเปิดร้านรับเดินสายไฟหรือซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า งานที่อิสราเอลแม้ได้เงินดีแต่เป็นงานที่หนักมาก อาศัยทำล่วงเวลาและขยัน ถึงจะได้เงินเยอะ คิดว่าโชคดีที่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ได้มาพบหน้าลูกเมีย อีก 2 สัปดาห์จะ ไปโคราชหาพ่อกับแม่ที่อยากพบตนเหมือนกันนายกฯเรียกร้องปล่อยตัวประกันที่โรงแรม Ritz Carlton กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เวลา 10.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นที่ช้ากว่าไทย 4 ชม.) วันที่ 20 ต.ค.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (ASEAN- Gulf Cooperation Council Riyadh Summit : GCC) ตอนหนึ่งว่า ประเด็นที่ผู้นำทุกคนกังวลคือฉนวนกาซาและพื้นที่โดยรอบ โอกาสนี้ เรียกร้องให้ ASEAN-GCC สร้างความปรารถนาร่วมกันเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรือง ประเทศไทยเสียใจกับความรุนแรง ความสูญเสียและมีผู้เสียชีวิตรวมถึงคนไทยถึง 30 คน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันยุติความรุนแรง แก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ใช้การเจรจาต่อรองการทูตภายใต้พื้นฐานของการแก้ปัญหาระหว่าง 2 ประเทศ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติใช้ความรุนแรงในตะวันออกกลาง และปล่อยตัวประกันทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขซาอุฯรับปากช่วยตัวประกันคนไทยต่อมาเวลา 12.45น. (ตามเวลาท้องถิ่นซาอุฯ) ที่โรงแรม Ritz Carlton กรุงริยาด ระหว่างเข้าเฝ้าฯหารือทวิภาคีกับเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในโอกาสไปร่วมการประชุม ASEAN-GCC Summit นายกฯขอบคุณรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ที่ดูแลคนไทยกว่า 6,000 คน ที่อยู่ในซาอุดีอาระเบียเป็นอย่างดี ก่อนหารือแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ที่มีคนไทยเสียชีวิตบาดเจ็บและถูกลักพาตัว ฝ่ายซาอุดีอาระเบียรับปากที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับกุมเป็นตัวประกันเผยมิตรอาหรับห่วงคนไทยตัวประกันจากนั้นเวลา 13.00 น. (ตามเวลาซาอุฯ) นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ว่า ในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ผู้นำหลายชาติเรียกร้องขอให้ปล่อยตัวประกันออกมาโดยเร็วเพราะเป็นผู้บริสุทธิ์ อยากให้ยุติสถานการณ์ด้วยความสันติ และในช่วงการรับประทานอาหารกลางวัน ตนได้นั่งข้างกับกษัตริย์โอมานที่มีความคุ้นเคยกับประเทศไทยดีมาก ตนได้แจ้งไปว่าไทยไม่ได้เป็นคู่กรณีแต่สูญเสียมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ท่านตกใจมากและเสียใจมาก ได้บอกอีกว่า เรายังถูกจับเป็นตัวประกัน 17 คน ท่านยิ่งตกใจใหญ่ ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ หลังจากเสร็จการประชุมครั้งนี้ท่านจะรีบเสด็จไปไคโรเพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ และจะมีบรรดาผู้นำบินตามไปสมทบ จะพูดคุยกันเรื่องความไม่สงบในกาซากับอิสราเอล หลังการรับประทานอาหารกลางวัน ได้พบกับมกุฎราชกุมารและนายกฯซาอุดีอาระเบีย ท่านตระหนักดีถึงความสูญเสียของคนไทยทั้ง 30 คน และตัวประกันอีก 17 คน นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับสมเด็จพระราชาธิบดีของบรูไนที่แสดงความเป็นห่วงประเทศไทยและตัวประกัน ตัวท่านเองก็พยายามพูดคุยกับบรรดาผู้นำต่างๆ เพราะมีความคุ้นเคยและท่านรักประเทศไทย ทุกท่านแสดงความห่วงใยตัวประกัน และตกใจถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ของเรายิวส่งเครื่องบินโจมตีฝ่ายตรงข้ามส่วนสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสที่จนถึงวันที่ 20 ต.ค. เข้าสู่วันที่ 13 แล้ว สถานการณ์ระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงตึงเครียด ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง เมื่อ 20 ต.ค. สำนักข่าวปาเลสไตน์ (WAFA) รายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินรบของอิสราเอลบุกโจมตีทางอากาศในเมืองข่านยูนิส ทางใต้ของกาซา เมื่อคืนวันที่ 19 ต.ค. ทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของประชาชนถูกทำลาย 6 หลัง บริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยฝุ่นสีเทาของอาคารที่พังทลาย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ บาดเจ็บ 79 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรีชาวปาเลสไตน์ถล่มโบสถ์เก่าแก่ผู้หลบภัยดับเพียบวันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า นอกจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลที่สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชนในเมืองข่านยูนิสแล้ว เมื่อคืนวันที่ 19 ต.ค. เกิดเหตุจู่โจมทางอากาศโดยอิสราเอลที่โบสถ์นักบุญโพไฟเรียส โบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ที่เก่าแก่ที่สุดในฉนวนกาซา มีผู้ลี้ภัยเป็นชาวมุสลิมและชาวคริสเตียนนับร้อยหนีสงครามมาพักพิงหลบภัยความรุนแรงของการโจมตีนี้ ทำให้บริเวณด้านหน้าของอาคารถูกทำลาย อีกทั้งอาคารใกล้เคียงที่เปิดเป็นศูนย์พักพิงยังพังทลายจนไม่เห็นเค้าโครงเดิม ด้านกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์เผยว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นชาวคริสเตียน 18 ศพ บาดเจ็บนับสิบคน อย่างไรก็ตาม ทางการปาเลสไตน์ยังไม่สามารถระบุยอดผู้เสียชีวิตได้อย่างแน่นอน เนื่องจากอยู่ในระหว่างการค้นหาเหยื่อที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง สำหรับโบสถ์นักบุญโพไฟเรียสถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1150 หรือ พ.ศ.1693 เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงเปิดใช้งาน รวมถึงมีผู้มีจิตศรัทธาหลั่งไหลเข้ามาที่โบสถ์ดังกล่าวอย่างไม่ขาดสาย โบสถ์หลังนี้ตั้งอยู่ในฉนวนกาซา ไม่ไกลจาก รพ.อัล-อาห์ลี อัล-อารบี ที่เพิ่งเกิดเหตุระเบิดจนชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากเมื่อ 17 ต.ค. ประณามอาชญากรสงครามด้านกลุ่มฮามาสประณามกองทัพอิสราเอลในกรณีการโจมตีโบสถ์ในฉนวนกาซา ระบุว่า การก่ออาชญากรรมของพวกไซออนิสต์ได้ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเลือกเป้าหมายเป็นโบสถ์นักบุญโพไฟเรียส โบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ ที่เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัว ขณะที่อัครบิดรออร์โธดอกซ์แห่งเยรูซาเลมของอิสราเอลแถลงประณามอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์บุกโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอล ระบุว่า การพุ่งเป้าโจมตีไปที่โบสถ์ สถาบันต่างๆ ศูนย์พักพิงสำหรับผู้ลี้ภัยสงครามที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรีคืออาชญากรสงคราม เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ พร้อมยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักศาสนา หน้าที่ทางมนุษยธรรม โดยจะให้ความช่วยเหลือต่อไปไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดระบุฮามาสใช้คนเป็นโล่ป้องกันตัวอย่างไรก็ตาม พยานในที่เกิดเหตุคนหนึ่ง ระบุกับสำนักข่าวเอเอฟพีของฝรั่งเศสว่า เป้าหมายการโจมตีของกองทัพอิสราเอลอยู่ใกล้กับโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์เก่าแก่หลังนี้ สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของกองทัพอิสราเอล (IDF) ที่เผยกับสำนักข่าวเดียวกันและรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ของอังกฤษว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโบสถ์ออร์โธดอกซ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าจู่โจมศูนย์บัญชาการของกลุ่มฮามาส โบสถ์ตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ดังกล่าว ทำให้กำแพงโบสถ์ถูกทำลาย ทั้งนี้ อิสราเอลทราบเรื่องรายงานผู้เสียชีวิตและความเสียหาย แต่ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อมูล กองทัพยังระบุว่า กลุ่มฮามาสตั้งใจวางฐานที่มั่นไว้ในบริเวณที่มีพลเมืองอาศัยอยู่ เพื่อใช้ผู้คนที่อยู่ในกาซาเป็นโล่ป้องกันตัวเองปาเลสไตน์ดับกว่า 4 พันศพสำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานด้วยว่า นายอัชราฟ อัล-คูดรา โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ แถลงยอดผู้เสียชีวิตของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา นับตั้งแต่เกิดการปะทะระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. อยู่ที่ 4,137ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1,661 ศพ บาดเจ็บอีก 13,260 ราย รวมถึงมีผู้คนมากกว่า 1 ล้านกลายเป็นคนไร้บ้าน ด้านสำนักข่าวไทมส์ของอิสราเอลระบุว่า กองทัพอิสราเอลเผยว่ามีประชาชนถูกจับเป็นตัวประกันในฉนวนกาซาจำนวน 203 คน ในจำนวนนี้มี 30 คนเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี และมีเหยื่ออีกประมาณ 10-20 คน มีอายุมากกว่า 60 ปีเผยการสู้รบ 2 ฝ่ายขยายวงกว้างขณะเดียวกัน การต่อสู้ระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสมีท่าทีจะขยายวงกว้างมากขึ้น ทั้งนี้สำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ทางการอิสราเอลจะอพยพประชาชนมากกว่า 20,000 คน ในเมืองเคอร์ยัต ชโมนา หนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในอิสราเอล มีชายแดนทางเหนือติดกับเลบานอนออกจากพื้นที่ดังกล่าว กระทรวงกลาโหมอิสราเอลระบุว่า ผู้อพยพจะไปพักอาศัยในบ้านรับรองที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ด้าน พล.ร.ต.แดเนียล ฮาการี โฆษกกองทัพอิสราเอลเผยว่า การอพยพประชาชนบริเวณชายแดนทางเหนือของประเทศ ทำให้กองทัพสามารถปฏิบัติการตอบโต้การจู่โจมของกลุ่มก่อการร้ายได้อย่างอิสระอ่านข่าว "สงครามอิสราเอล" เพิ่มเติม