ปฏิบัติการบุกโจมตีอิสราเอลอย่างฉับพลันของกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาด้วยจรวดพิสัยใกล้ระดมยิงหลายพันนัดไปยังพื้นที่ภาคใต้และภาคกลางของประเทศ และยังส่งนักรบแทรกซึมเข้าไปในดินแดนอิสราเอล จับตัวประชาชนนับร้อยเป็นตัวประกัน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. เป็น “เหตุการณ์ช็อกโลก”หนึ่งใน “ทาร์เก็ต” ของการ “สังหารหมู่” พลเรือนครั้งเลวร้ายสุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล หนีไม่พ้น สถานการณ์บีบใจที่ฝูงชนราว 3,500 ชีวิต วิ่ง “หนีตาย” จากเงื้อมมือของนักรบฮามาสที่บุกจู่โจมด้วยปืนอาก้ากราดยิงใส่แบบไม่เลือกหน้า ขณะผู้คนกำลังมีความสุขกับ เทศกาลดนตรี “ซูเปอร์โนวา” ในทะเลทรายเนเกฟ ทางใต้ของอิสราเอล ไม่ไกลจากเขตแดนฉนวนกาซา ฉลองวันหยุดเทศกาลสุคคตที่เพิ่งสิ้นสุดไปหมาดๆ เป็นช่วงเวลาที่ชาวยิวฉลองฤดูเก็บเกี่ยวและรำลึกถึงพระเจ้าที่ปกป้องคุ้มภัยเด็กอิสราเอลในช่วงการอพยพจากอียิปต์เมื่อครั้งโบราณกาลปฏิบัติการเหี้ยมโหดครั้งนี้คร่าชีวิตวัยรุ่นหนุ่มสาวไปอย่างน้อย 260 ศพ เปลี่ยน “ลานคอนเสิร์ต” ที่ควรจะเป็นสถานที่อบอวลความสุขสนุกสนานกับเสียงดนตรี ให้กลายเป็น “ลานประหาร” กลางทะเลทรายเหยื่อส่วนใหญ่ถูกกระสุนยิงที่กลางหลังขณะกำลังวิ่งหนีเอาตัวรอด นอกจากนี้ ยังมีผู้สูญหายซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งมีรายงานว่าบางส่วนถูกลากขึ้นรถกระบะไปเป็นตัวประกัน จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมที่ผ่านมาคนหนุ่มสาวอิสราเอลมักเข้าร่วมเทศกาลดนตรี ศิลปะและกิจกรรมต่างๆ เช่นดูดาวที่จัดขึ้นกลางทะเลทราย ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. เป็นต้นไป เพื่อหลีกหนีความเครียดจากชีวิตประจำวัน ซึ่งการจัดกิจกรรมในพื้นที่ทะเลทรายก็เพื่อเลี่ยงปัญหาเสียงดังรบกวนชุมชน ทั้งยังปลอดมลพิษ อากาศก็ยังเย็นสบายในช่วงกลางคืนอย่างไรก็ตามเหตุการณ์วิปโยคนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ให้คนทั่วโลกเตรียมพร้อมและระแวดระวังอยู่เสมอ.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม