ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ช่วงนี้มีความน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในต่างประเทศ หรือบรรยากาศในเมืองไทยที่กำลัง มีการเจรจาต่อรองกันอย่างเข้มข้นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ถือเป็นการเปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมาของเอกอัครราชทูต “เยฟกินี โทมิคิน” แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ที่เปิดสถานเอกอัครราชทูตต้อนรับคณะนักวิชาการและสื่อมวลชน เพื่อหารือแลกเปลี่ยนมุมมอง“สิ่งที่ผมเห็นชัดเจนในเวลานี้คือการเมืองไทยมีการเจรจาหลังฉาก นัดคุยกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามไทม์ไลน์เดือน ก.ค. แต่ที่อยากจะเสนอคือ การโฟกัสในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้หลงลืมเรื่องอื่นๆหรือเปล่า โดยเฉพาะเรื่องการต่างประเทศ ตอนนี้ดูเหมือนไทยมีความนิ่งไปสักพักใหญ่ ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว บางเรื่องอย่างความร่วมมือในภาคส่วนต่างๆ คุยกันต่อไปเรื่อยๆก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”นี่คือเรื่องแรกที่อยากเสนอ ส่วนอีกเรื่องที่มีความกังวลอยู่เล็กน้อย คือเรื่องทิศทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยจากนี้จะเป็นเช่นไร ได้ยินมาเป็นระยะๆว่าอาจจะมีการแสดงจุดยืนที่ต่างออกไปจากเดิม อย่างกรณีเรื่องของ “เมียนมา” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเป็นเอกภาพของสมาชิกอาเซียนหรือไม่ หรือจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับเพื่อนบ้านกลายเป็นเช่นไรถามเรื่องการขายอาวุธ ถามเรื่องสถานการณ์ภายในเมียนมา ผมคงไม่สามารถตอบได้ เพราะเรามีสถานทูตรัสเซียอยู่ในเมียนมา ต้อง “ไม่ล้ำเส้นกัน” ผมขอพูดเพียงว่า บางดีลที่เรามีกับเมียนมา เป็นข้อตกลงระยะยาว ซึ่งบางทีระหว่างนั้นสถานการณ์ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ข้อตกลงมันก็ยังอยู่เหมือนเดิมเรื่องสำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพูดหลายครั้ง คือการสื่อสาร การนัดเจรจาหารือระหว่างกัน ผมเห็นด้วยกับความเจรจาทุกรูปแบบ มันคือหัวใจสำคัญของการทูตและการเมืองทูตโทมิคินยังแสดงความคาใจออกมาด้วยว่า มีความสงสัยมากมายว่า ในเวลาที่ผ่านมา (นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน) หลายสถานทูตขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับรัสเซีย ทั้งที่แต่ก่อนไปมาหาสู่กันตลอด ไม่จำเป็นต้องเอ่ยว่าใคร รู้ตัวกันดี ซึ่งถามว่าลืมกันหมดแล้วหรือว่าอาชีพการทูตเป็นเช่นไร ในอดีตกาลบางประเทศมีความขัดแย้งกัน แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องจบที่โต๊ะเจรจา ท่านทูตพูดอย่างอารมณ์ดี “มีครั้งหนึ่งผมจำได้ติดตา พบปะกับทูตท่านหนึ่งที่เพิ่งมาประจำการใหม่ในประเทศไทย เขาเข้ามาแนะนำตัว ผมชื่อนี่มาจากนี่ๆ ตัวผมก็ยื่นมือเตรียมจับมือทักทาย แต่พอบอกไปว่าผมเอกอัครราชทูตรัสเซียครับ ทางนั้นก็ชักมือหนีอย่างรวดเร็วและพูดมาคำว่า ไอม์ซอร์รี่-ขอโทษ”ไม่ได้น้อยใจอะไร เราพร้อมจะคุยกับทุกคน เชื่อว่าสื่อก็คงมีประสบการณ์คล้ายๆกันมาไม่น้อย อาจถูกตัดสินไปแล้วว่าเป็นสายนี้แน่ๆ และเลิกการติดต่อไป ขอพูดตรงๆเลยดีกว่าว่า คิดแบบเนี้ยปัญญาอ่อนหรือกระไร คุยกันอาจจะดีเสียกว่าด้วยซ้ำ เพราะจะได้เข้าใจกันว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ไม่ใช่คิดเองเออเองว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ มันต้องเป็นอย่างนั้นในวันนั้น ท่านทูตโทมิคินยังอธิบายถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนและความคืบหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครน (Special Military Operations) ผมก็เชื่อว่าหลายๆคนคงทราบข่าวกันดีและติดตามแถลงการณ์ของกระทรวงต่างๆของรัสเซีย โดยเฉพาะเรื่องที่กองทัพยูเครนเริ่มปฏิบัติการตีโต้ตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย. เรื่องนี้เรามองว่า สถานการณ์การสู้รบดีกว่าที่คาดไว้ กองทัพยูเครนแทบไม่เหลืออาวุธยุทโธปกรณ์ยุคโซเวียตที่ตัวเองคุ้นชินกับการใช้งานแล้ว ต้องพึ่งพาของตะวันตกที่ยังไม่เชี่ยวชาญ ทำให้หน่วยรบกำลังถูกย่อยสลายโดยรัสเซียเรื่อยๆแต่ไม่ได้จะบอกว่าภาพรวมทุกอย่างดีไปทั้งหมด เพราะมาตรการรุมเล่นงานรัสเซียกระทบเป็นวงกว้างไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือประชาชนทั่วไป รัสเซียมีความเข้าใจดีเรื่องจุดยืนของประเทศไทยที่ต้องมีความระมัดระวังตัวเวลาจะทำอะไรกับรัสเซีย ซึ่งตรงนี้ท่านทูตก็แสดงความรู้สึกในเชิงหงุดหงิดแทนเล็กน้อย ว่าจะทำอะไรก็ต้องมาระวังหลัง บรรดาธนาคารต่างๆในประเทศไทยก็ “ถูกเตือน” ให้คิดให้ดีเรื่องการมีสัมพันธ์กับรัสเซียส่วนกรณีกลุ่มทหารรับจ้าง “วากเนอร์” ที่ก่อความวุ่นวายในรัสเซียนั้น ผมไม่สามารถตอบได้ว่ามีแผนการอะไรต่อไป เป็นหน้าที่กองทัพต้องมาตอบ เมื่อถูกถามย้ำอีกหลายครั้ง ท่านก็ได้อธิบายว่า เห็นชัดกันอยู่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครสนับสนุนวากเนอร์ การกระทำดังกล่าวขอมองว่าเป็นเรื่องโง่เง่า คิดอะไรอยู่ถึงยอมทิ้งเพื่อนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่ในสนามรบ เคลื่อนกำลังไปจังหวัดรอสตอฟถึงตรงนี้ผู้เขียนจึงเปิดประเด็นไปว่า มองได้หรือไม่ว่ากรณีนี้เป็นการเตี๊ยมกัน เพื่อที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน จะได้ “เช็กชื่อ” ทราบว่าใครบ้างที่แสดงจุดยืน “ผู้ทรยศ” ทูตโทมิคินบอกโห ไม่รู้ ไม่รู้จะตอบยังไง ก่อนหันมองและถามว่า บางทีสื่อมวลชนอาจจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่านะ พวกคุณน่าจะเชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้มากกว่า พร้อมกล่าวติดตลกว่า นี่คุณจะบอกว่าผมเป็นคนทรยศอย่างนั้นหรือสิ่งที่ผมพอจะพูดได้เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ หลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องชัดเจนว่าชาวรัสเซียต่างให้การสนับสนุนประธานาธิบดีปูติน เกิดการรวมใจ เกิดความเป็น “Unity” เอกภาพ ซึ่งจะทำให้รัสเซียหลังจากนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่ผ่านมา.วีรพจน์ อินทรพันธ์