รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจนว่า “เอกสารลับทางความมั่นคง” ที่ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียมีความจริงอยู่มากน้อยเพียงใดแต่การที่หน่วยสืบสวนสอบสวนกลาง FBI บุกไปรวบตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีวัย 21 ปี “แจ็ค เทเซรา” ตัวการดูดข้อมูลและเอามาปล่อยเพื่อต้องการโชว์พรรคพวกว่าตัวเองเจ๋ง ก็เสมือนเป็นเครื่องยืนยันว่า กองเอกสารที่เบื้องต้นหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทม์ส เผยว่ามีจำนวนกว่า 300 ชุด ต้องมีอันที่เป็นของแท้อย่างแน่นอนแม้นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะแสดงท่าทีไม่ซีเรียสต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมองว่าไม่ใช่ข้อมูลที่คอขาดบาดตายขนาดนั้น แต่สำหรับชาติพันธมิตรแล้ว ไม่ทราบว่าจะมีความรู้สึกเช่นนั้นหรือไม่ทั้งนี้ เอกสารลับที่ถูกนำมาเผยแพร่ในช่วงแรกๆ มีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์การรบในยูเครน มีตัวเลขสถิติกระสุน อาวุธยุทโธปกรณ์ กำลังพล ความสูญเสีย จำนวนหน่วยรบพิเศษต่างชาติที่เข้าไปช่วยยูเครน จนถึงการประเมินทิศทางของสงครามว่าจะยืดเยื้อกันไปตลอดปีอย่างไรก็ตาม เอกสารชุดหลังๆที่สื่อมวลชนกระแสหลักของสหรัฐฯกำลังไล่เช็กตรวจสอบอยู่นั้นกลับพบด้วยว่า ทางการสหรัฐฯมีการจับตาความเคลื่อนไหวของพันธมิตรและหุ้นส่วนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร แคนาดา อิสราเอล เกาหลีใต้ ไปจนถึงองค์การสหประชาชาติและมีบางฉบับบ่งชี้ว่า เป็นข้อมูลที่ได้มาจากการลักลอบ “ดักฟัง” อย่างกรณีของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่เอกสารระบุว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เก็บเกี่ยวรายละเอียดจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเกาหลี NSO ในกรุงโซล ระบุว่า สถานการณ์ ณ เพลานี้ รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังอยู่ในจุดที่วางตัวลำบากโดยเฉพาะเรื่องการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ช่วยเหลือรัฐบาลยูเครน เพราะนอกจากจะผิดนโยบายไม่ส่งอาวุธแก่ประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามแล้ว ยังอาจถูกประชาชนเข้าใจผิดได้ว่า กำหนดการเยือนสหรัฐฯของประธานาธิบดียุน ซอก ยอล ในวันที่ 26 เม.ย. นี้ เกิดขึ้นจากการ “ยื่นหมูยื่นแมว” เกาหลียอมส่งอาวุธให้ยูเครน เพื่อแลกกับการเดินทางกระชับมิตรกับสหรัฐฯหรือไม่ ไปจนถึงการดักฟังการสนทนาส่วนตัวของนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกับเจ้าหน้าที่คณะทำงาน หรือการสอดแนมความเคลื่อนไหวและวิเคราะห์ท่าทีของนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนเป็นความจริงที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา พันธมิตรและหุ้นส่วนต่างๆของสหรัฐฯจะอยู่ใต้ร่มเงาทางความมั่นคงของชาติพญาอินทรีและมีความร่วมมือกันในเชิงลึกอย่างเหนียวแน่นในระดับที่หากร้องขอมาก็สามารถแชร์ข่าวกรองกันได้อย่างไม่ต้องปิดบังและเป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่าทุกชาติย่อมมีบนดินกับใต้ดิน การสอดแนมดักฟังของสหรัฐฯไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหม่ หากมองย้อนรอยไปยังกรณี อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง “เอ็ดเวิร์ด สโนวเดน” แฉโครงการล้วงข้อมูลระดับโลกของสหรัฐฯ ในปี 2556 หรือการสอบสวนของยุโรปที่พบว่าในช่วงปี 2555-2557 สหรัฐฯดักฟังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของชาติต่างๆในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส นอร์เวย์ สวีเดน เยอรมนี และบุคคลสำคัญที่ถูกดักฟังในช่วงนั้น ยังรวมถึงนางแองเกลา แมร์เคิล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรีเยอรมนีแต่แน่นอนการที่ต้องมาถูกดักฟังเช่นนี้ อาจถูกมองได้หรือไม่ว่า ความเชื่อใจกันและการให้เกียรติกันอยู่ตรงไหน นี่คือสิ่งที่สหรัฐฯปฏิบัติกับพันธมิตรและหุ้นส่วนหรือกระไร?หลายสิบปีที่ผ่านมา นานาชาติตัดสินใจที่จะ “มองข้าม” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน หลายประเทศรวมถึงเกาหลีใต้พยายามออกมากลบข่าวเรื่องเอกสารลับ ตั้งคำถามว่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และเท่าที่ทราบเอกสารบางฉบับก็อาจถูกชาวเน็ตหรือผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามนำไปตัดต่อดัดแปลงจนเกินจริงแต่สำหรับพันธมิตรเก่าแก่ “ฝรั่งเศส” อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง จะแสดงความชื่นมื่นกับ “ผู้นำสี จิ้นผิง” แห่งจีน และประกาศจุดยืนว่า ยุโรปควรที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง หลุดพ้นจากการเป็นข้ารับใช้ของสหรัฐฯ หรืออย่าง “ซาอุดีอาระเบีย” ที่เริ่มหันไปญาติดีกับอิหร่าน คู่ปรับเก่าและอริของสหรัฐฯ พร้อมแสดงท่าทีลดความสนใจในระบบเปโตรดอลลาร์ เปิดทางให้ซื้อขายน้ำมันด้วยเงินสกุลอื่นพ่วงด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องย้อนอดีตไปไกล สัญญาซื้อขายเรือดำน้ำฝรั่งเศส-ออสเตรเลีย มูลค่าเกือบแสนล้านดอลลาร์ถูกสหรัฐฯงาบไปกินในปี 2564 ขณะที่มกุฎราชกุมารซาอุดี อาระเบียก็ทรงถูกสหรัฐฯเขย่าเป็นระยะระหว่างปี 2561-2565 ประณามว่าจงใจสังหารนักข่าวซาอุฯในสถานกงสุลซาอุฯ แต่สหรัฐฯก็จะไม่ “ลงโทษ” หลังชั่งน้ำหนักเห็นผลกระทบที่จะตามมา...หากเป็นชาวบ้านทั่วไปเจอแบบนี้ อาจมีการพบแพทย์เกิดขึ้นจึงเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า สหรัฐอเมริกา ยังมีมนตร์ขลังต่อชาติพันธมิตรเพียงใด? แต่ละประเทศมี “จุดอิ่มตัว” ระดับไหนในเรื่องการยอมรับกับพฤติกรรมต่างๆนานา ที่เกิดขึ้น? เป็นไปได้หรือไม่ว่า เพื่อนรักเก่าแก่ สองรายนี้ได้ผ่านจุดอิ่มตัวไปแล้ว...และจะมีอีกกี่ประเทศที่กำลังจะเดินตามรอย!?วีรพจน์ อินทรพันธ์