จากกรณีสถานการณ์ความตึงเครียดว่าสงครามยูเครน-รัสเซียจะลุกลามบานปลายหรือไม่ หลังมีจรวดตกในดินแดนของโปแลนด์ ชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ทางตะวันตกของยูเครนจนส่งผลให้มีเหยื่อเคราะห์ร้ายเสียชีวิต 2 คนนั้น เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายอันเดรส ดูดา ประธานาธิบดีโปแลนด์ ได้กล่าวยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานใดๆที่บ่งชี้ว่าเป็นการตั้งใจโจมตี หรือเป็นจรวดของกองทัพรัสเซีย แต่เป็นเหตุการณ์อันน่าเศร้าที่เกิดจากระบบจรวดต่อต้านอากาศยานของยูเครนเช่นเดียวกับนายเยนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการนาโต กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเกิดจากจรวดต่อต้านอากาศยานของยูเครนที่ยิงเพื่อปกป้องดินแดน แต่ขอย้ำว่านี่ไม่ใช่ความผิดของยูเครน รัสเซียคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะที่ยังคงทำสงครามอย่างผิดกฎหมายต่อยูเครนก่อนหน้านี้ สื่อความมั่นคงหลายกระแสระบุว่า จากภาพซากจรวดคาดว่าเป็นจรวดต่อต้านขีปนาวุธและอากาศยานรุ่นเอส-300ของยูเครนที่พยายามยิงสกัดการโจมตีของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เชื่อว่าจรวดไม่ใช่ของยูเครน เพราะต้องเชื่อข้อมูลที่ได้จากกองทัพยูเครนและเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่นาโตต้องประกาศเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้ายูเครน แต่นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวแย้งว่า ก็หลักฐานไม่ได้บ่งชี้อย่างนั้นวันเดียวกัน นายวาสิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียถาวรประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า ถ้อยแถลงแรกเริ่มของโปแลนด์และถ้อยแถลงต่อเนื่องของรัฐบาลยูเครนแสดงให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบ และความต้องการที่จะลากองค์การนาโตเข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งของรัสเซียโดยตรง ขณะที่กองทัพรัสเซียปฏิบัติโจมตีขนานใหญ่ระลอกใหม่ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนในจังหวัดมิโคลาเยฟ ทางภาคใต้ ซึ่งรวมถึงเมืองท่าโอเดสซาและจังหวัดซาโปริชเชียฝั่งยูเครนและจังหวัดนีโปรเปตรอฟทางภาคกลางของประเทศด้านฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณเรื่องหาทางออกมากขึ้น โดย พล.อ.มาร์ก มิลเลย์ ผู้บัญชาการคณะเสนาธิการกองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่า โอกาสที่กองทัพยูเครนจะได้รับชัยชนะในเร็วๆนี้ ไม่สูงนัก และอาจมีกระบวนการการเมืองที่ทำให้รัสเซียถอนทหาร ก่อนหน้านี้ พล.อ.มิลเลย์ถูกรัฐบาลยูเครนวิพากษ์วิจารณ์ หลังเสนอให้ยูเครนใช้โอกาสช่วงฤดูหนาว เพื่อเจรจาบรรลุสันติภาพ.