13-15 มกราคม 2566 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมสหกิจไทย-จีนแห่งประเทศไทย สมาคมการท่องเที่ยวเกาะสมุย ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองนำร่องก่อนเทศกาลตรุษจีน 2566 ด้วยเทศกาลอาหารจีนไหหลำและงานประกวดข้าวมันไก่ไหหลำชิงแชมป์ประเทศไทย ท่านใดอยากจะเผยแพร่ร้านอาหารไหหลำของท่านหรือจะเข้าประกวดข้าวมันไก่ไหหลำ ติดต่อได้ที่ ดร.เฉลิมชัย ผู้พัฒน์ 08-6313-0356ระหว่างพิธีปิดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 ที่ศาลามหาประชาชน กรุงปักกิ่ง เมื่อ 22 ตุลาคม 2565 อดีตประธานาธิบดีหูจิ่นเทาที่นั่งถัดจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถูกนำตัวออกจากที่ประชุมโดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทำให้ชาวโลกงุนงงสงสัย ว่านายหูต้องเดินออกจากที่ประชุมไปเพราะเหตุใดไม่กี่วันก่อน เปิดฟ้าส่องโลกรับใช้ถึงการคัดเลือกเจียงเจ๋อหมินขึ้นเป็นผู้นำจีนรุ่นที่ 3 หลังจากนั้นก็มีผู้อ่านขอให้ผมเขียนถึงผู้นำจีนรุ่นที่ 4 ซึ่งหมายถึงหูจิ่นเทา ผู้เป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่าง ค.ศ.2003-2013การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิตส์จีนสมัยที่ 14 สิ้นสุดเมื่อ 18 ตุลาคม 1992 พอวันถัดมาคือ 19 ตุลาคม คณะกรรมการกลางพรรคชุดใหม่ (ชุดที่ 14) ก็เปิดประชุมครั้งที่ 1 เพื่อเลือกตั้งคณะกรมการเมืองและกรรมการประจำในคณะกรมการเมือง 7 คน ซึ่งชื่อที่เปิดเผยมาในตอนนั้นก็มีเจียงเจ๋อหมิน หลี่เผิง เฉี่ยวสือ หลี่รุ่ยหวน จูหรงจี หลิวหัวชิง และหูจิ่นเทาคณะกรรมการส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 65 ปี แต่มีคนที่อายุ 50 เศษอยู่คนหนึ่งชื่อหูจิ่นเทา เป็นคนที่น่าสนใจมาก การที่เอาคนหนุ่มมาวางในตำแหน่งอย่างนี้ก็คือการให้มาเรียนรู้และทดลองงาน เพื่อให้ผู้อาวุโสเฝ้าดูว่าไหวหรือไม่ไหว หากจะลุ้นคนหนุ่มผู้นี้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศที่มีประชากรมากกว่า 1 พันล้านคนทันทีที่ได้เป็นคณะกรรมการกลาง ประวัติของคณะกรรมการเหล่านี้ก็จะถูกยึดมาเก็บไว้เป็นความลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติครอบครัวและการศึกษา ทันทีที่มีชื่อปรากฏเป็นคณะกรรมการกลาง ก็มีคนไปนำเอกสารและรูปถ่ายต่างๆจากโรงเรียนและครอบครัวไปเก็บไว้ เราจึงรู้แต่เพียงว่า พ่อของนายหูมีอาชีพขายชา มีลูก 3 คน หูจิ่นเทาเป็นคนโต ภายหลังครอบครัวประสบภาวะยากจน พ่อของนายหูก็พาลูกไปอยู่กับย่า ตัวเองก็ออกหางานทำเด็กชายหูเรียนหนังสือเก่ง โรงเรียนจึงให้ข้ามชั้น เด็กชายหูจบ ป.6 ด้วยอายุเพียง 10 ขวบครึ่ง จบมัธยมปลายด้วยอายุ 16 ปีครึ่ง ได้คะแนนยอดเยี่ยม จึงได้สิทธิเรียนต่อคณะวิศวกรรมชลประทานของมหาวิทยาลัยชิงหัว มีแมวมองแอบเข้ามามองนายหูอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กเรียนเก่งคนนี้เป็นคณะผู้นำจีนในอนาคต ตั้งแต่นายหูเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวผู้นำจีนยุคนั้นแทบทุกคนต้องจบวิศวกรรมไฟฟ้า ไม่ว่าเจียงเจ๋อหมิน หลี่เผิง จูหรงจี แต่นายหูกลับมาเรียนวิศวกรรมชลประทาน เพราะการสร้างพื้นฐานของการพัฒนาระยะยาวของจีนมาจากไฟฟ้า ซึ่งต้องอาศัยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ คือน้ำที่จะใช้ผลิตไฟฟ้าจากแม่น้ำฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) แม่น้ำฉางเจีย (แยงซีเกียง) และแม่น้ำสายอื่นๆ ผู้นำประเทศจึงต้องรู้เรื่องวิศวกรรมชลประทานสมัยนั้น หลักสูตรของจีนจะมีผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพโซเวียตมาช่วย แต่ช่วงที่นายหูเรียน คอมมิวนิสต์จีนทะเลาะกับคอมมิวนิสต์โซเวียต โซเวียตจึงสั่งระงับความช่วยเหลือจีนและถอนผู้เชี่ยวชาญเกือบ 1,500 คนกลับประเทศ รวมทั้งเอาเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอนและใช้ในการทำงานกลับโซเวียตไปด้วย จีนจึงต้องผลิตวิศวกรระดับหัวกะทิด้วยตนเอง และเพิ่มการเรียนจากเดิม 5 ปี เป็น 6 ปี (สมัยนั้นหลักสูตรปริญญาของโซเวียตเรียน 5 ปี เทียบเท่าปริญญาโทบ้านเรา)การวัดผลของจีนในสมัยนั้น วัดผลแบบเดียวกับโซเวียตคือ คะแนน 1-2 สอบตก 3 = ผ่าน 4 = ดี และ 5 = ดีมาก นายหูได้คะแนน 5 หรือเต็มเกือบทุกวิชา ขอมาต่อในวันพรุ่งนี้ครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com