การเมืองสหภาพโซเวียตมักจะมีการล้มล้างกันอย่างขุดรากถอนโคน เมื่อผู้นำคนใหม่ขึ้นมาก็มีการสั่งปลดพรรคพวกของผู้นำคนเก่า อย่างเมื่อ ค.ศ.1954 ตอนที่นีกีตา ครุสชอฟขึ้นมาเป็นผู้นำสหภาพโซเวียต แกก็เริ่มล้มล้างอิทธิพลของสตาลิน ห้วงที่ครองอำนาจ 25 ปี สตาลินกวาดล้างประชาชนด้วยวิธีการโหดเหี้ยม และยัดฝ่ายตรงข้ามเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันแรงงาน เครื่องมือในการกวาดล้างประชาชนของสตาลินก็คือองค์การบริหารรวมการเมืองแห่งรัฐ หรือที่ผมเรียนไปตั้งแต่เมื่อวานซึ่งเรียกย่อๆ ว่า OGPUพอครุสชอฟต้องการล้มล้างอิทธิพลของสตาลิน ก็มีการปรับโครงสร้างการบริหารงานของหน่วยนี้ รัฐสภาโซเวียตจึงได้ออกกฤษฎีกาเมื่อ 13 มีนาคม ค.ศ.1954 ตั้งคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐที่เรียกว่า KGB วันนี้นี่ละครับ ที่ KGB ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้ควบคุมบริหาร KGB ก็คือคณะกรรมการกลางพรรคและคณะรัฐบาล นับตั้งแต่วันสร้าง KGB เป็นต้นมา ครุสชอฟสั่งให้จำกัดและลดอำนาจของหน่วยงานตำรวจลับลง เพื่อไม่ให้มีอำนาจล้นฟ้าอย่างกับยุคของสตาลิน ให้ทำงานเพียงแค่ตรวจสอบหรือสอดส่องประชาชน และคนที่เป็นศัตรูของพรรคและของรัฐเท่านั้นสำนักงานใหญ่ของ KGB อยู่ที่กรุงมอสโกและมีสำนักงานอยู่ในเมืองใหญ่หลายแห่ง ทุกกรมกองและองค์กรของรัฐ แม้แต่ตามโรงงานและวิสาหกิจต่างๆ ก็จะมีหน่วยงานย่อยของ KGB อยู่ด้วย อย่างในสมัยก่อนใครไปสถานเอกอัครราชทูตโซเวียตในประเทศต่างๆ ก็จะมีคนสำคัญอยู่ 2 คน คนแรกคือเอกอัครราชทูต คนที่สองคือ พวก KGB ที่คอยสอดส่องดูแลความเป็นไปในสถานทูตนั้น ตามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ก็เหมือนกัน นิสิตจะเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย พอเดินผ่านประตูรั้วก็จะเจอพวก KGB ตรวจบัตร ยิ่งเป็นนิสิตต่างชาติ เดินทางไปไหนมาไหน โดยเฉพาะเดินทางข้ามเมืองหรือข้ามสาธารณรัฐที่ประกอบกันเป็นสหภาพ โซเวียตในสมัยนั้นก็จะมี KGB สอดส่องติดตามอยู่ตลอดเวลาคณะผู้บริหาร KGB มีประธาน+กรรมการ อีกหลายคน คอยทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ สมัยก่อนตอนที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่ม KGB จะมีหน่วยงานย่อยทั้งหมด 15 กรม กรมหลักๆก็มี กรมประมวลข่าวกลาง กรมความมั่นคงภายในและการต่อต้านข่าวกรอง กรมสื่อสารและวิทยาการรหัสลับ กรมรักษาเขตแดน ฯลฯอย่างที่ผมเรียนรับใช้ไปแล้ว ว่าครุสชอฟไม่ชอบวิธีการสอดส่องและกวาดล้างประชาชนเข้มงวดแบบเดียวกับสตาลิน ในยุคของครุสชอฟ KGB จึงมีบทบาทและอำนาจน้อยมาก ก่อนหน้านั้น ภาพลักษณ์ของสหภาพโซเวียตในสายตาของชาวโลกคือ ปกครองอย่างโหดเหี้ยม ครุสชอฟต้องการที่จะปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้สหภาพโซเวียตเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลของครุสชอฟจึงควบคุมการปฏิบัติงานของ KGB อย่างเข้มงวดพอหมดยุคครุสชอฟ ผู้ที่มีอำนาจคนใหม่คือ เลโอนิด เบรจเนฟ นายคนนี้ขึ้นมาก็ล้มอำนาจเดิมของครุสชอฟ และล้มเลิกนโยบายการล้มล้างอิทธิพลของสตาลิน เบรจเนฟชอบวิธีการของสตาลิน แกจึงมีนโยบายกอบกู้เกียรติและชื่อเสียงของสตาลิน แกกลับมาใช้นโยบายเข้มงวดกวดขันประชาชนแบบเดียวกับยุคสตาลินในยุคของเบรจเนฟ แกสนับสนุนยูรี วลาดีมีโรวิช อันโดรปอฟ หัวหน้า KGB ให้ใช้ตำรวจลับปราบปรามการเคลื่อนไหวของประชาชน คนไหนอยากมีสิทธิเสรีภาพแบบเดียวกับผู้คนในโลกเสรี ก็จะถูกกำจัดอย่างเด็ดขาด ในยุคนี้มีการออกกฎหมายมากมายหลายฉบับ ให้อำนาจ KGB ในการไปสอบสวนหาข่าว และจับกุมคุมขังประชาชน รวมทั้งลงโทษด้วยการส่งคนไปทำงานที่ค่ายกักกันแรงงานพวก KGB จะสั่งให้หมอลงความเห็นคนที่พวกตนไม่ชอบว่าเป็นบ้า จากนั้นก็ส่งไปที่โรงพยาบาลประสาท ยุคนี้จึงมีคนบ้าที่ไม่ได้บ้าจริงๆ เยอะเมื่อเบรจเนฟถึงแก่อสัญกรรม อันโดรปอฟซึ่งเคยเป็นหัวหน้า KGB มานานถึง 15 ปี ก็ขึ้นมาเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งหมายถึงเป็นผู้นำประเทศแทนเบรจเนฟ ในเวลานั้น พวกสายพิราบถูกปราบจนเหี้ยน จึงไม่มีใครมีแรงขึ้นมาสู้ได้ที่เราพูดกันว่า KGB โหดๆ ก็โหดในยุคเบรจเนฟกับอันโดรปอฟนี่ละครับ ว่าจะรับใช้เรื่อง KGB ให้จบในวันนี้ ก็ไม่จบเสียแล้ว ต้องมาต่อในวันพรุ่งนี้ สวัสดีครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com